นานาชาติหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์-อิหร่านยังคงขู่ตอบโต้
นานาชาติเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐ-อิหร่านขู่โจมตีตอบโต้กันต่อเนื่อง ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังนานาประเทศพยายามหาทางฟื้นการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันโลก ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และอิหร่านยังคงแลกเปลี่ยนถ้อยคำข่มขู่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ประกาศจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีอิหร่าน และเรียกร้องให้อิหร่านเร่งทำข้อตกลง “ก่อนจะสายเกินไป” พร้อมเผยแพร่วิดีโอการโจมตีทางอากาศของสหรัฐต่อสะพานแห่งใหม่ใกล้กรุงเตหะราน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 95 ราย ตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน
ด้าน Abbas Araqchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมจำนนได้ ขณะที่ทรัมป์ย้ำในสุนทรพจน์ว่าจะใช้มาตรการทางทหารอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 5 สัปดาห์ นับตั้งแต่การโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอล ได้สร้างความปั่นป่วนในภูมิภาคและตลาดการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำสหรัฐให้เร่งหาทางยุติความขัดแย้ง
ในเวทีระหว่างประเทศ อังกฤษเป็นเจ้าภาพการประชุมออนไลน์ของกว่า 40 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ แม้ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน ขณะที่ เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบต้องดำเนินการร่วมกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นอีกราว 7% แตะระดับประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงขายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
อิหร่านยังเสนอแนวทางควบคุมช่องแคบ โดยเตรียมจัดทำข้อตกลงร่วมกับโอมาน กำหนดให้เรือที่ผ่านต้องขอใบอนุญาต ซึ่งถูกคัดค้านว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่รองรับระบบ “จ่ายเงินเพื่อผ่านทาง”
ด้านความมั่นคง อิหร่านขู่จะเพิ่มการโจมตีอย่างรุนแรงและขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอ่าวที่มีฐานทัพสหรัฐ ขณะที่ความขัดแย้งเริ่มลุกลามไปยังหลายพื้นที่ รวมถึงการยิงขีปนาวุธจากเยเมนสู่ เยรูซาเล็ม
ผลกระทบจากสงครามเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจโลก โดยหลายประเทศในเอเชียเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงาน และมีแนวโน้มกระทบยุโรปในระยะถัดไป ขณะที่หน่วยงานสหประชาชาติเตือนว่าอาจนำไปสู่วิกฤตค่าครองชีพในทวีปแอฟริกา หากสถานการณ์ยืดเยื้อ


