
อย่าบริหารแบบปกติ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนิ่งนอนใจและไม่สามารถใช้วิธีการบริหารราชการในสถานการณ์ปกติ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนิ่งนอนใจและไม่สามารถใช้วิธีการบริหารราชการในสถานการณ์ปกติ
เนื่องจากมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจของประเทศจะซบเซาอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ขยายตัวแค่ 0.7% เพราะการลงทุน การส่งออกลดลงอย่างฮวบฮาบจนน่าตกใจ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศซบเซาอย่างน่าตกใจ ผลที่ตามมาคือการเกิดภาวะฝืดเคืองไปทั่วหัวระแหง
ขนาดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ในปีนี้ภาวะเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งเป็นตัวสะท้อนระดับราคาสินค้าในประเทศน่าจะอยู่ในช่วง 0.0-1.0% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก จนไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน กล้าตัดสินใจขยายการลงทุนออกไป
เนื่องจากเห็นว่าโอกาสในการทำการค้าขายจะมีกำไรเพียงแค่น้อยนิด ไม่คุ้มค่ากับการลงแรงลงกำลังแม้แต่น้อย
ขณะที่เครื่องจักรหลักในระบบเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การลงทุนภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวยังจมปลักอยู่เช่นนี้ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะจมปลักจนเกิดภาวะอัตคัดขัดสนมีอยู่ไม่ไกลมากนัก
ในภาวะแบบนี้ ผู้บริหารประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหันมาให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ก่อนที่ภาวะการฝืดเคืองของเศรษฐกิจจะขยายวงกว้างออกไปจนกระทบคนไทยทั้งแผ่นดิน
เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานเศรษฐกิจตามวาระเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดแผนปฏิบัติการในการดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ หัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะต้องร่วมกันระดมความคิดเห็น และกำหนดมาตรการในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดแผน 1 แผน 2 เพื่อนำพาเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้
นอกจากนี้ จะต้องวางแผนในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมียุทธศาสตร์ มีการกำหนดแผนที่นำนโยบายการคลังในหลากหลายมิติออกมาใช้ ควบคู่กับการวางแผนในการใช้นโยบายการเงินที่หลากหลายรูปแบบ ผ่านหน้าต่างทางการเงิน รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการสำรองเงินสดในระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดความคล่องตัวในระบบการเงิน และไม่ควรจำกัดวงแคบแค่การใช้อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว มาใช้พยุงเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ซบเซา
ถ้าหน่วยงานเศรษฐกิจรัฐทั้งหลายประเมินไปในทางเดียวกันว่า ในปีนี้จะมีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทยตามที่อรรถาธิบายกับประชาชนแล้ว ยังไร้ซึ่งเครื่องมือในการเข้ามาดูแลระบบเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่ทำหน้าที่กำกับทางนโยบายควรจะพิจารณาปรับเปลี่ยน เพราะถ้ารู้ว่ามีภัยกำลังเข้ามาถึงคนในประเทศแล้ว ยังไม่มีแผนงานในการรับมือกับภัยที่คืบคลานเข้ามา ทำได้แค่โยนกันไปมาว่าเครื่องมือนโยบายการเงิน เครื่องมือนโยบายการคลังที่มีอยู่ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ก็ควรขยับออกไป แล้วเปิดทางให้คนที่มีฝีมือและมีความคิดเห็นในการบริหารนโยบายสาธารณะมาทำงาน







