
มังกรอ่อนแรง
สำนักข่าวเอเอฟพีเผยการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์เมื่อ 2 วันก่อนที่ต่างเห็นว่าในปี 2014 ที่ผ่านมานั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะต่ำที่สุดในรอบ 24 ปีทีเดียว โดยคาดว่าจีดีพีจีนจะขยายตัวได้ที่ 7.3% ขณะที่ตัวเลขทางการนั้นจีนจะประกาศตัวเลขของไตรมาสที่ 4 ในวันนี้ครับ
สำนักข่าวเอเอฟพีเผยการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์เมื่อ 2 วันก่อนที่ต่างเห็นว่าในปี 2014 ที่ผ่านมานั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะต่ำที่สุดในรอบ 24 ปีทีเดียว โดยคาดว่าจีดีพีจีนจะขยายตัวได้ที่ 7.3% ขณะที่ตัวเลขทางการนั้นจีนจะประกาศตัวเลขของไตรมาสที่ 4 ในวันนี้ครับ
หากการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นจริง ก็จะเท่ากับว่าเศรษฐกิจจีนนั้นโตช้าสุดตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่จีนเผชิญหน้ากับวิกฤตท้าทายทางการเมืองอย่างกรณีจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งในปีนั้นเศรษฐกิจจีนโตได้แค่ 3.8%
ตลอดที่ผ่านมา บรรดาผุู้นำจีนพยายามป่าวประกาศให้ทั่วโลกยอมรับในความเชื่องช้าของเศรษฐกิจจีนมาโดยตลอด โดยเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ปกติแบบใหม่ หรือ “นิว นอร์มอล” ครับ เพราะจีนตั้งหน้าตั้งตาที่จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศ และเดินหน้าล้างบางทำความสะอาดประเทศครั้งใหญ่ เพราะจีนเล็งเห็นถึงการเติบโตระยะยาวที่ยั่งยืนกว่า ไม่ใช่ระยะสั้นแบบชั่วครู่ชั่วยามเหมือนในบางประเทศ
ยิิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ 2015 คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโตเหลือเพียง 7.0% ด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นข่าวไม่ค่อยดีนักสำหรับประเทศใดก็ตามที่ต้องพึ่งพาการส่งออก หรือค้าขายกับจีน
ขณะนี้เศรษฐกิจจีนกำลังเจอกับปัญหาอะไรบ้างที่จะยิ่งเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ อย่างแรกก็คือปัญหาหนี้ท้องถิ่น อันเป็นผลจากการปล่อยกู้ของธนาคารเงา หรือการปล่อยเครดิตนอกระบบนั่นล่ะครับ ซึ่งทำให้จีนเสี่ยงต่อปัญหาหนี้เน่า เป็นภัยคุกคามทางการเงินของจีนอย่างยิ่ง
ต่อมาคือปัญหาความซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่าจีนยังหาคำว่า “สมดุล” ไม่เจอกับการเติบโตของภาคอสังหาฯเสียเท่าไหร่ครับ หากใครจำได้จีนเคยประกาศหลายมาตรการเพื่อสกัดกั้นการเติบโตของฟองสบู่อสังหาฯ ออกมาหลายมาตรการ แต่ในขณะนี้ผลจากการดำเนินมาตรการหลายๆ อย่างของจีนกลับทำให้ภาคอสังหาฯ ฝ่อลงไปในทันที
ปัญหาทางเศรษฐกิจของจีนเหล่านี้ ล้วนแต่ต้องใช้เวลาในการถอดรหัสแก้ปมกันไปครับ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องกินเวลานาน ดังที่บรรดาผู้นำจีนพยายามบอกคนทั้งโลกให้ยอมรับในภาวะความเชื่องช้าครั้งใหม่ของเศรษฐกิจจีนนั่นเอง
ดังนั้น สถานะของจีนของการเป็นผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกอย่างที่โลกเคยหวังและพึ่งได้นั้นก็กำลังเดินมาถึงฉากสุดท้ายครับ ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังถูกกล่าวขวัญว่ากำลังจะกลับมาเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่จีนครับ และในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 21-24 ม.ค.นี้ ที่ประชุมก็จะเน้นการหารือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอเมริกาเหนือแทนครับ







