
ยุโรป-สหรัฐวิกฤตรอบด้าน ทศวรรษที่สาบสูญรอเขมือบ
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
เอ็ดมันด์ เฟลฟ์ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลไม่ใช่คนแรกที่ออกมาเตือนว่า ยุโรปเสี่ยงที่จะจมปลักอยู่ในภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่เรียกกันว่า Lost Decade หรือทศวรรษที่สาบสูญ
เพราะก่อนหน้านี้ยังมี โอลลี เรห์น จากคณะกรรมาธิการกิจการการเงินของสหภาพยุโรป แฮร์มาน ฟาน รอมพุย ประธานสหภาพยุโรป รวมถึงสื่อแขนงต่างๆ ตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลในทำนองเดียวกัน
ขณะที่ พอล ครุกแมน กูรูเศรษฐกิจชั้นพระกาฬกังวลในทำนองเดียวกัน แม้จะยังไม่ถึงกับชี้ว่ายุโรปจะตกในภาวะชะงักงันโดยสิ้นเชิง แต่เตือนในบทความที่บ่งชี้ถึงภัยคุกคามอย่างชัดเจน ดังบทความที่จั่วหัวไว้ว่า Lost Decade, Here We Come
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ เฟลฟ์ ซึ่งได้รับการนับหน้าถือตาอย่างยิ่งในหมู่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ส่งสัญญาณว่า ดีไม่ดียุโรปอาจไม่จมปลักในทศวรรษที่สาบสูญเพียงรายเดียว แต่สหรัฐยังอาจติดร่างแหไปด้วย ทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
หากมหาอำนาจเศรษฐกิจทั้งสองฟากมหาสมุทรแอตแลนติกไม่สามารถเคลื่อนไหวเนื่องจากติดหล่มในภาวะหยุดชะงักได้ ย่อมหมายถึงเศรษฐกิจโลกย่อมกลายเป็นอัมพฤกษ์ไปด้วย
อย่าลืมว่า หากทั้งสองภูมิภาคชะงักงัน ก็หมายถึงตลาดส่งออกของเอเชียจะปิดตายไปด้วย ซึ่งหมายความว่า ความหวังที่เอเชียจะเป็นพลวัตการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะไม่เพียงคลาดกับความหวังเท่านั้น แต่ยังให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
เหตุใด Lost Decade หรือทศวรรษที่สาบสูญ จึงเป็นภัยคุกคามถึงเพียงนั้น?
คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดของภาวะดังกล่าว คือ การที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะงักงันอย่างสิ้นเชิง หรือที่เรียกว่า Stagnation
ส่วนเงื่อนไขที่เชื้อเชิญทศวรรษที่สาบสูญ แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจนั้นๆ บ้างเกิดขึ้นจากภาวะฟองสบู่แตก เช่น วิกฤตฟองสบู่หลักทรัพย์แตกของญี่ปุ่น ซึ่งยังผลให้ญี่ปุ่นจมอยู่ในความนิ่งสนิทตลอดทศวรรษที่ 90 หรือตั้งแต่ปี 25342543
หรือจะเป็นกรณีของนานาประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากการเกาะกระแสราคาน้ำมันพุ่งของเม็กซิโก ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก จนละเลยการขยายตัวของธุรกิจภาคอื่นๆ จนกระทั่งเมื่อราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพเร็วกว่าที่เกาะเก็งกันไว้ เศรษฐกิจของเม็กซิโกกลับปราศจากพลวัตผลักดัน เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันมากจนเกินไป
อันที่จริงแล้วมีผู้จัดให้ช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 เป็นช่วงเวลาที่สาบสูญเช่นกัน แต่ยังอาจเร็วเกินไปที่จะฟันธงในเรื่องนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงดำเนินอยู่ และยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน
ประเทศล่าสุดที่เคยบอบช้ำอย่างหนักจากภาวะ Lost Decade จึงอาจกล่าวได้ว่าควรเป็นญี่ปุ่น และจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำญี่ปุ่นยังต้องล้มลุกคลุกคลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากภาวะเงินฝืด เข้าสู่ภาวะฟื้นตัวเพียงชั่วครู่ แล้วตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากนั้นต้องมากังวลว่าจะหวนกลับมาพบกับภาวะเงินฝืดอีกครั้งในวันนี้
นี่คือฤทธิ์เดชของ Lost Decade
สำหรับยุโรปและสหรัฐ เงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดทศวรรษที่สาบสูญแตกต่างไปจากญี่ปุ่นและละตินอเมริกา กระทั่งระหว่างยุโรปและสหรัฐเองยังมีภาวการณ์ที่แตกต่างกัน
ในส่วนของสหรัฐไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า เศรษฐกิจกำลังสะดุดไปสะดุดมา สลับกับกราฟที่ดีดขึ้นบ้างและลงบ้าง หรืออาจเรียกได้ว่าชะงักงันอย่างอ่อนๆ สถานการณ์ของสหรัฐจึงไม่ไว้ใจได้ เพราะแม้กระทั่งข้อมูลจากมาตรวัดทางเศรษฐกิจยังขัดแย้งกันเองหลายต่อหลายครั้ง
Lost Decade มิได้เพิ่งก่อตัวขึ้นในสหรัฐ แต่เริ่มต้นมานานนับ 10 ปี และกำลังดำเนินอยู่ เพราะในตลอดทศวรรษที่ 2000 อัตราการเปลี่ยนแปลงของจีดีพี ติดลบ 17.8% ขณะที่อัตราการเปลี่ยนแปลงของรายได้ภาคครัวเรือนติดลบ 4%
ในส่วนของยุโรปสถานการณ์กำลังลูกผีลูกคน คาบเกี่ยวระหว่างวิกฤตหนี้สินกับความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
พอล ครุกแมน ชี้ว่า ถึงยุโรปมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรัดเข็มขัดงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะมากมายมหาศาล แต่การทำเช่นนั้นจะยังผลให้เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะถดถอยเต็มที่ ต้องเผชิญกับที่ชะตากรรมเลวร้ายลงกว่าเดิม
ประมาณการว่า หากตัดงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐลงในสัดส่วน 1% ของจีดีพี จะช่วยลดหนี้ในระยะยาวได้ 0.5% แต่จะยังผลให้ตัวเลขว่างงานปรับขึ้นมา 0.75%
ผลลัพธ์เช่นนี้ ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ยังติดบ่วงทั้งปัญหาหนี้สินและปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างกรีซ และไอร์แลนด์ และอื่นๆ ที่ยังคาบเกี่ยวระหว่างการฟื้นตัวกับการถอยสู่วิกฤต เช่น สเปน หรืออิตาลี
ยิ่งไปกว่านั้น โอลลี เรห์น จากคณะกรรมาธิการกิจการการเงินของสหภาพยุโรป เตือนว่า หากยังปราศจากการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที ยุโรปจะตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ด้วยอัตราการขยายตัวเพียง 1.5% ต่อปี ขณะที่ตัวเลขว่างงานสูงถึง 78% ต่อปี
ปรากฏว่า ในช่วงเวลาคับขันถึงเพียงนี้ ยุโรปยังไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ เพราะจำต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่ภัยคุกคามกำลังก่อตัวขึ้นมาภายในยุโรปเองอย่างที่ตั้งรับได้ทันท่วงที
จึงไม่นับว่าเกินเลยหากจะกล่าวว่า Lost Decade กำลังจ่อคอหอยของยุโรป
ขณะที่อีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังกระเสือกกระสนที่จะสลัดให้หลุดจากภาวะเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ บวกกับงบประมาณขาดดุลที่สูงเกือบ 10% ของตัวเลขจีดีพี
ทศวรรษที่สาบสูญกำลังคุกคามพลวัตหลักของเศรษฐกิจโลกอย่างเงียบเชียบ!







