
ข่าวร้าย VS ข่าวดี
ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะได้พักผ่อน เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจชั้นนำทั้งหลายฟันธงตรงกันว่าเศรษฐกิจปีนี้คงไม่ดีกว่าปีที่แล้วสักเท่าไหร่
ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะได้พักผ่อน เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจชั้นนำทั้งหลายฟันธงตรงกันว่าเศรษฐกิจปีนี้คงไม่ดีกว่าปีที่แล้วสักเท่าไหร่
เรื่องนี้แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังวิตกกังวลต้องสั่งการให้คณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะผู้ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจให้ความสนใจดูแลปัญหาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
มองไปทางไหนจะหาข่าวดีของเศรษฐกิจบ้างแทบไม่เจอ แต่ข่าวร้ายละก็มีเพียบ
มาว่ากันที่ข่าวร้ายก่อน ข่าวแรก คือ เศรษฐกิจปี 2558 ที่หลายสำนักฟันธงว่าจะฟื้นตัวช้า คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คงโตไม่ถึง 4% แม้มีปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว แต่อาจได้แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนภาครัฐ ส่งผลต่อการใช้จ่ายภาคเอกชน
การส่งออกยังมีทั้งด้านดีที่คาดว่าฟื้นตัวตามประเทศคู่ค้าที่ปรับดีขึ้น แต่อาจได้รับผลกระทบบ้างจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลง การท่องเที่ยวฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงตามราคาพลังงาน รวมทั้งแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ข่าวร้ายที่สอง คือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต เรื่องนี้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาระบุชัดว่า จะมีการปรับเพิ่มแวต 1-2% โดยจะเริ่มต้นที่ 1% เนื่องจากงบประมาณปี 2559 ที่จะเริ่มพิจารณาในเดือน ม.ค. 2558 จะมีการตั้งงบประมาณสูงถึง2.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2558 ถึง 3 แสนล้านบาท หากไม่หารายได้เพิ่มก็จะต้องกู้ขาดดุลงบประมาณสูงเกินไป ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าการขึ้นแวตทุก 1% ทำให้รัฐเก็บรายได้เพิ่มอีก 6 หมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมายังมีเสียงค้านจากภาคเอกชนเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการบริโภคของประชาชน
ข่าวร้ายต่อไปคือ ค่าเงินบาทผันผวน โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทปี 2558 จะอยู่ที่ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากช่วงสิ้นปี 2557 ที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.98-33.03 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การปรับประมาณการมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนและต้องจับตาการประชุม กนง. ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นเรื่องที่ผันผวนจับทิศทางได้ยาก
สำหรับเอสเอ็มอีอาจจะเจอข่าวร้ายจนชิน แต่คาดกันว่าปี 2558 ธุรกิจเอสเอ็มอีจะฟื้นตัวช้า แม้จะคาดกันว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ แต่เชื่อว่าเอสเอ็มอีระดับรากหญ้ายังมีปัญหาเรื่องแหล่งเงิน ขายของไม่ดี เพราะธนาคารของรัฐยังมีปัญหาเรื่องหนี้เสียสูง จึงต้องคัดลูกค้าคุณภาพ ขณะที่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ จะทำให้คนเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงไปด้วย
ฟังข่าวร้ายมาจนหดหู่กันไปหมดแล้ว ทางด้านข่าวดีเศรษฐกิจในปีนี้ก็ยังมีให้เห็น ให้คิดบวกได้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะไม่แย่มากจนเกินไป
ข่าวดีอันดับ 1 ไม่น่าจะมีอะไรมาแรงแซงราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยสูงขึ้นไปเกือบ 100 เหรียญสหรัญ/บาร์เรล กลายเป็นเหลือ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงกว่า 43% นับว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับเดียวกันนี้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558
และจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและปรับอัตราภาษีสรรพสามิต น้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มเบนซินและดีเซลให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น อยู่ระหว่าง 2.85-5.55 บาท/ลิตร และกำหนดให้กองทุนน้ำมันฯ มีภารกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการชดเชยข้ามประเภทเชื้อเพลิง และให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลง 1 บาท/ลิตร ยกเว้น E85 และดีเซล ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงต่อเนื่องเป็นขั้นบันได
และแน่นอนเมื่อราคาน้ำมันลง อัตราเงินเฟ้อที่เคยกลัวกันนักหนาว่าจะสูงจนทำให้ค่าครองชีพพุ่งจนชาวบ้านร้านตลาดชักหน้าไม่ถึงหลัง
ข่าวดีที่ตามมาคือ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการกว่า 2 ล้านคน แยกเป็นการปรับเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและพนักงานราชการทุกประเภทเพิ่มขึ้น 4% มีผู้ได้ประโยชน์จำนวน 1.98 ล้านคน ใช้งบกว่า 22,900 ล้านบาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่
วันที่ 1 ต.ค. 2557 เป็นต้นไป และล่าสุดได้ปรับเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้ข้าราชการบำนาญเพิ่มขึ้น 4% มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2557 โดยให้ใช้เงินงบกลางอีก 3,855 ล้านบาท มีข้าราชการบำนาญได้รับประโยชน์จำนวนทั้งสิ้น 533,328 คน ถือเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการ
ข่าวดีอีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ แนวโน้มดอกเบี้ยอาจจะปรับเป็นขาลง เรื่องนี้แบงก์ชาติคาดการณ์ผลจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทำให้การปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยปี 2558 ยังจะอยู่ในลักษณะต่ำต่อไป ตามปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ต้องการการลงทุน
ข่าวดีที่ผู้คนชื่นชอบมากอีกเรื่องหนึ่งคือ ราคาทองคำที่ปรับเป็นขาลง ทางสมาคมค้าทองคำ มองว่าในปี 2558 ราคาทองคำในประเทศจะมีโอกาสต่ำสุดไม่เกินบาทละ 17,500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 19,500 บาท
ทั้งข่าวร้ายและข่าวดีในปีนี้ เป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ หากเป็นนักธุรกิจก็จะมีส่วนในการตัดสินใจขยายธุรกิจ การเตรียมการรับมือปัญหาที่จะมาถึงเท่ากับว่าเราไม่ตั้งอยู่ในความประมาทและจะผ่านปัญหาไปได้ด้วยดี







