บทเรียนจาก ‘ครัวโลก’
ประเทศไทยมีชื่อด้านการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ไม่เพียงแค่ด้านการผลิตเท่านั้น ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในด้านอาหารและได้รับสมญานามว่าเป็น “ครัวโลก” อีกด้วย
ประเทศไทยมีชื่อด้านการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ไม่เพียงแค่ด้านการผลิตเท่านั้น ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในด้านอาหารและได้รับสมญานามว่าเป็น “ครัวโลก” อีกด้วย
เว็บไซต์ข่าวเวนเจอร์แอฟริกา สื่อเศรษฐกิจแอฟริกา แสดงทัศนะกึ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างไทยและแอฟริกาว่า แอฟริกาสามารถนำประเทศไทยมาเป็นแบบอย่างและกรณีศึกษาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาได้
สื่อแอฟริการะบุว่า กุญแจสู่ประตูความสำเร็จสำหรับประเทศไทย คือ เป้าหมายอันมุ่งมั่นที่จะเป็นเสือแห่งเอเชียร่วมกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ในการเป็นที่ยอมรับด้านภาคการผลิตที่เหนือกว่า แม้ว่าไทยจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลายครั้งแต่ก็สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาได้ ทั้งโศกนาฏกรรมสึนามิ วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และน้ำท่วมใหญ่
แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 6 ของโลก แต่การส่งออกอาหารปริมาณมหาศาลนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารยังมาจากภายในประเทศเอง ดังนั้น อุตสาหกรรมอาหารของไทยจึงมีความสามารถในการแข่งขันสูง และยังราคาถูกสำหรับการบริโภคในประเทศ ซึ่งเมื่อเทียบกับแอฟริกาแล้ว อุตสาหกรรมเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์กลับอยู่ในช่วงขาลง และไม่สามารถแข่งขันได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าแอฟริกาใต้จะเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอรายใหญ่ของโลก แต่กลับพบว่าแรงงานไม่ได้รับการจ้างงานและอุตสาหกรรมเริ่มปิดตัวลง รวมถึงแอฟริกาใต้ยังล้มเหลวที่จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และล้มเหลวในการส่งออกสินค้าในภาคส่วนนี้ ซึ่งมีแรงงานมีฝีมืออยู่แล้ว
รัฐบาลไทย ผู้ผลิตอาหาร และสถาบันการวิจัย วางรากฐานระบบการผลิตที่จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งทำให้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่ยังคงรักษาการจ้างงานอยู่ เนื่องจากการศีึกษาในวิทยาศาสตร์อาหารทั้งใน 60 มหาวิทยาลัย ได้สร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพเพียงพอแก่อุตสาหกรรมอาหาร และประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในอันดับที่ต่ำที่สุดในโลก
และเมื่อเทียบกับแอฟริกา โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่นักลงทุนต่างชาติเลือกมาลงทุนในพลังงานทางเลือกกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 328 ล้านบาท) และเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่อัตราการว่างงานกลับสูงถึง 25-35% ทั้งๆ ที่แอฟริกาใต้มีประชากรราว 16 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยเสียอีก รวมถึงยังมีทรัพยากรการประมง เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทอง เพชร ถ่านหิน เป็นต้น มากกว่าประเทศไทยหลายเท่า
สำนักข่าวดังกล่าวระบุสิ่งที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวและทูน่ากระป๋องรายใหญ่ให้กับแอฟริกา ทั้งๆ ที่ประเทศในทวีปแอฟริกามีแหล่งทูน่ามากมายอยู่แล้ว รวมถึงแอฟริกาที่เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอรายใหญ่ กลับนำเข้ารองเท้าที่คุณภาพต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศมากมายอีกด้วย
เมื่อเปรียบเทียบดังนี้ เวนเจอร์แอฟริกา ระบุว่า แอฟริกาคงสามารถมองเห็นปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้นแล้ว และประเทศต่างๆ ในแอฟริกาก็สามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากประเทศที่มีเศรษฐกิจเหนือกว่าอย่างประเทศไทยได้ ทั้งในด้านการวางรากฐานการผลิต การพยายามคงอัตราการว่างงานให้ต่ำ และการส่งออกอาหารในขณะที่มีปริมาณเพียงพอให้กับคนในประเทศ
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ไทยถือว่าเป็นประเทศที่ใช้ตลาดในการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์แบบ ผิดกับแอฟริกาที่ขับเคลื่อนด้วยนักการเมือง


