
พอร์ตลงทุนหุ้น
อย่างที่เขียนไปตอนที่แล้วว่า การจัดสรรเงินลงทุนของผม เงินลงทุนหลักคือการลงทุนในหุ้น โดยผมจะกำหนดผลตอบแทนว่าควรจะอยู่ที่ปีละ 1520% ผลตอบแทนนี้เกิดจากทั้งส่วนต่างราคาหุ้นและเงินปันผล
ถ้าถามว่า ผลตอบแทนเป็นไปตามที่ผมตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ในช่วงการลงทุนหุ้นในสองปีที่ผ่านมาที่ผมจริงจังกับการลงทุนนี้ ถ้าให้ตอบจริงๆ ผมกลับไม่มีเวลาเข้าออกในหุ้นบ่อยนัก คือเมื่อราคาขึ้น ก็ไม่ได้ขาย ผลตอบแทนที่ได้คือเงินปันผลเท่านั้น
ปัจจุบันผมมีหุ้นในพอร์ตอยู่ประมาณ 3040 บริษัท ตอนนี้กำลังพิจารณาว่าจะทยอยขายให้เหลือแต่บริษัทที่มีอนาคตจริงๆ โดยปัจจุบันหุ้นที่ถืออยู่กระจายอยู่ในกลุ่มพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และสื่อสาร
หลักการในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตของผมมีดังนี้
ประการแรก สภาพคล่องในการซื้อขายของหุ้นบริษัทนั้นๆ โดยต้องมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันขั้นต่ำวันละ 50 ล้านบาท นั่นทำให้หุ้นในพอร์ตเป็นบริษัทใน SET 50 หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 1 ใน 50 บริษัทแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้จะสามารถซื้อง่ายขายคล่อง เมื่อต้องการซื้อหรือขาย
ประการที่สอง เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทนี้มีการบริหารธุรกิจให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทนั้นจะต้องมีอัตราเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2025% อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญต้องออกมาดี เช่น อัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้ 3638% อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุนหรือผู้ถือหุ้นที่ 3136% ตลอดจนความต่อเนื่องของการจ่ายเงินปันผล
หุ้นที่อยู่ในการลงทุนของผม มีทั้งหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีและขาดทุน ตามภาวะของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ ผมว่าภาวะเศรษฐกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามวงจร ดังนั้นจังหวะในการลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมถึงการจัดการความเสี่ยง
ก่อนลงทุนหุ้นแต่ละบริษัทจะต้องศึกษาประวัติ ราคา ในช่วงเวลาต่างๆ ประกอบกับข้อมูลทางการเงินของบริษัท ยอดขาย กำไร การขยายกิจการ นโยบายการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหาร ตลอดจนฐานะทางการเงินที่สำคัญอย่างละเอียด
รวมถึงต้องหมั่นตรวจสอบผลประกอบการ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อระดับราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนไปแล้ว
ทั้งนี้รวมถึงสินทรัพย์ที่มอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพดูแล ต้องมีการกำหนดนโยบาย การจัดการเรื่องประเภทการลงทุน การติดตามผลตอบแทนที่ได้รับจริงและไม่ได้รับจริง เทียบกับอัตราอ้างอิงอย่างสม่ำเสมอเดือนละครั้ง และดูรายงานมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุน (NAV) ทุกวันจากทีมงานบริหารการลงทุนส่วนบุคคล
ระยะเวลาลงทุนของผมไม่ว่าการลงทุนประเภทใดจะไม่เกิน 1 ปี เพื่อดูผลประกอบการ NAV เทียบต้นทุนเริ่มต้น ทั้งนี้หากมีความเสี่ยง ความเสี่ยงนั้นจะต้องไม่ติดลบเกิน 10% ถ้าเกินกว่านั้นผมพร้อมที่จะตัดขายขาดทุนทันที ถ้าเชื่อว่าผลตอบแทนหรือราคาจะไม่ปรับตัวดีขึ้นในอนาคต ผมเลือกที่จะเปลี่ยนการลงทุนนั้นเป็นเงินสดแทน เพื่อการลงทุนใหม่ที่ดีกว่า
อย่างที่เขาเรียกว่า ลงทุนในหุ้นต้องกล้าได้ และกล้าเสีย...







