
ช่วยเอสเอ็มอี แค่ให้เงินไม่พอ
8...ทีมข่าวการเงิน
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนรูปแบบในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ปล่อยเงินกู้ให้รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท และขยายระยะเวลาการชำระเงินคืนเป็น 80 ปี โดยที่ผู้กู้เงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบครั้งนี้ได้มีการขยายระยะเวลาการชำระเงินคืนและวงเงินสูงสุดให้กับผู้กู้
แค่ ครม. ให้คงวงเงินการปล่อยกู้สินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีย่านราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท จากที่กระทรวงการคลังเสนอขอขยายวงเงินเป็น 1 หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านี้
การให้เงินช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองเท่านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งหลายจะฟื้นคืนกลับมาได้ดีเหมือนเดิม
สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกธุรกิจเอสเอ็มอียังมีแนวโน้มขยายตัวดี แต่ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้ เริ่มที่จะไม่แน่ใจว่าเอสเอ็มอีจะไปได้ เพราะเริ่มมีปัญหาหลายอย่างเข้ามาเป็นปัจจัยลบ เช่น กลุ่มที่ทำสินค้าเกษตรก็เจอปัญหาภัยแล้ง น้ำมันแพง กำลังซื้อในประเทศไม่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากการลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่สินค้าส่วนใหญ่ของไทยภายใต้ความตกลงอาฟตาได้ลดลงเป็น 0% แล้ว สิ่งที่ห่วงคือ เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ พวกผัก ผลไม้ต่างๆ จะกระทบมาก จากปัจจุบันผลผลิตก็ล้นตลาดและราคาตกต่ำอยู่แล้ว หากจากนี้ไปจะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาแข่งขันอีกจะยิ่งล้นตลาดและราคาตกต่ำมากขึ้น
ขณะนี้ภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเดิมของอาเซียนอีก 5 ประเทศได้ลดลงเป็น 0% แล้วเกือบทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 (ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวของแต่ละประเทศ) ขณะที่อีก 4 ประเทศ ซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกภายหลัง ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV สามารถส่งสินค้าเข้ามาขายใน 6 ประเทศสมาชิกเดิมได้รับสิทธิภาษี 0% เช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้ยังไม่ลดภาษีให้ประเทศสมาชิกลงเป็น 0% แต่จะเริ่มในปี 2558 เพราะถือเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า และยังไม่พร้อมแข่งขันเต็มรูปแบบ
แต่เหตุผลเท่านี้ หนี้เสียของเอสเอ็มอีเริ่มที่จะมีสัญญาณว่าจะเพิ่มสูงขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างดีจากสถาบันการเงินก็ดูท่าทางจะรอดไม่ง่าย
เอสเอ็มอีกลุ่มที่ผลิตสินค้าเพื่อขายนักท่องเที่ยว ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักและต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตั้งแต่เกิดการปิดสนามบิน ไข้หวัด 2009 ระบาด และต่อเนื่องมาจนถึงการจลาจลกลาง กทม. เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ภาครัฐเป็นห่วงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี 9 แสนราย อย่างมาก เพราะกลุ่มนี้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์การแข่งขันธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการดั้งเดิมในกลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้า และเสื้อผ้า ที่ดำเนินกิจการมานานแล้ว จึงไม่ต้องการปรับปรุงหรือพัฒนากิจการไปแข่งขันกับใคร ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจ ชะลอตัวอีกครั้ง หรือบริษัทข้ามชาติเข้ามาในไทยมากขึ้นตามนโยบายเปิดการค้าเสรี ก็เสี่ยงต่อการปิดกิจการได้ง่ายที่สุดเพราะแข่งขันไม่ได้
“
ขณะนี้เราแบ่งเอสเอ็มอีไว้ 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ปรับตัวแข่งขันได้แล้ว กลุ่มที่ 2 กำลังหาวิธีปรับตัว และกลุ่มที่ 3 ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง เบื้องต้นกรมคงต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ 2 ก่อน เพราะพร้อมที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ส่วนกลุ่มที่ 3 ถ้าจะช่วยคงต้องรอทายาทเข้ามาดำเนินกิจการก่อน เพราะ พูดคุยกันได้” นายอาทิตย์ กล่าวทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2553 กรมได้รับงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 616 ล้านบาท จะเน้นให้ความรู้ผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแผนการตลาด รวมทั้งเร่งสร้างผู้ประกอบการใหม่ปีละ 7,000 ราย เน้นกลุ่มสิ่งทอ อาหาร สมุนไพร และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งผลสำรวจการฝึกอบรมผู้ประกอบการใหม่ของรัฐบาล ในแต่ละปีสามารถสร้างผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจได้จริง 1820% หรือปีละ 1,400 ราย สูงกว่ามาตรฐานโลกที่มีผู้ประกอบการจริงจากโครงการฝึกอบรมของภาครัฐปีละไม่เกิน 10% โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วมีเพียงปีละ 68%จบแต่ไม่ใช่ว่าเอสเอ็มอีไทยจะไม่มีทางรอดเสียทีเดียว เมื่อธนาคารพาณิชย์เห็นว่าลูกค้าเริ่มจะไปไม่รอด ก็พยายามที่จะหาทางช่วยเหลือ ด้วยการเข้าไปช่วยดูแลกิจการ เข้าไปช่วยพัฒนาวิธีการทำงานและหาตลาดมารองรับให้
นอกจากนี้ สิ่งที่จะทำให้เอสเอ็มอีไทยไปรอดก็คือ การปรับตัว การปรับปรุงรูปแบบและคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด ต้องเร่งสร้างเครือข่ายเอสเอ็มอีแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ การศึกษาลู่ทางการลงทุน กฎหมาย กฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้าน
หากเอสเอ็มอีไม่ปรับตัวให้ได้ การที่จะอยู่รอดก็เป็นเรื่องยาก และยิ่งรัฐบาลตั้งเป้าให้กู้กับเอสเอ็มอีมากขึ้นเท่าไหร่ ก็เท่ากับเพิ่มหนี้เสียให้กับธนาคารของรัฐที่ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีเท่านั้น
สุดท้ายเมื่อหนี้เสียเพิ่มขึ้น หากเป็นธนาคารของรัฐก็จะต้องของบประมาณจากกระทรวงการคลังเพิ่มทุน แต่หากเป็นธนาคารพาณิชย์ก็ต้องสำรองหนี้เสียเพิ่ม ซึ่งก็เป็นต้นทุนของธนาคารในที่สุดนายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ภาครัฐเป็นห่วงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี 900,000 ราย อย่างมาก เพราะกลุ่มนี้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์การแข่งขันธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการดั้งเดิมในกลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้า และเสื้อผ้า ที่ดำเนินกิจการมานานแล้ว จึงไม่ต้องการปรับปรุง หรือพัฒนากิจการไปแข่งขันกับใคร ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวอีกครั้ง หรือบริษัทข้ามชาติเข้ามาในไทยมากขึ้นตามนโยบายเปิดการค้าเสรี ก็เสี่ยงต่อการปิดกิจการได้ง่ายที่สุดเพราะแข่งขันไม่ได้"ตอนนี้เราแบ่งเอสเอ็มอีไว้ 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ปรับตัวแข่งขันได้แล้ว กลุ่มที่ 2 กำลังหาวิธีปรับตัว และกลุ่มที่ 3 ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง เบื้องต้นกรมคงต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ 2 ก่อน เพราะพร้อมที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ส่วนกลุ่มที่ 3 ถ้าจะช่วยคงต้องรอทายาทเข้ามาดำเนินกิจการก่อน เพราะพูดคุยกันได้" นายอาทิตย์ กล่าวทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2553 กรมได้รับงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 616 ล้านบาท จะเน้นให้ความรู้ผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแผนการตลาด รวมทั้งเร่งสร้างผู้ประกอบการใหม่ปีละ 7,000 ราย เน้นกลุ่มสิ่งทอ อาหาร สมุนไพร และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งผลสำรวจการฝึกอบรมผู้ประกอบการใหม่ของรัฐบาล ในแต่ละปีสามารถสร้างผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจได้จริง 1820% หรือปีละ 1,400 ราย สูงกว่ามาตรฐานโลกที่มีผู้ประกอบการจริงจากโครงการฝึกอบรมของภาครัฐปีละไม่เกิน 10% โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วมีเพียงปีละ 68%จบ
ฉะนั้น เมื่อมีแนวทางที่จะให้เงินช่วยเหลือเอสเอ็มอี ก็ควรจะตระหนักถึงหนี้เสียที่จะตามมาด้วย และควรจะติดตามการใช้เงินของผู้ประกอบการว่าได้นำไปใช้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพื่อไม่ให้เงินของรัฐละลายไปกับแม่น้ำ







