
สปช.มีมติ175ต่อ39ตัดโควต้าคนนอกนั่งกมธ.ร่างรธน.
มติสปช. 175 ต่อ 39 ตัดโควต้าคนนอกนั่งกมธ.ร่างรธน. บวรศักดิ์ แจง ต้องการดึงคู่ขัดแย้งร่วมร่างรธน. ยุติปัญหาเรื้อรัง
มติสปช. 175 ต่อ 39 ตัดโควต้าคนนอกนั่งกมธ.ร่างรธน. บวรศักดิ์ แจง ต้องการดึงคู่ขัดแย้งร่วมร่างรธน. ยุติปัญหาเรื้อรัง
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติ 175 ต่อ 39 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง กำหนดสัดส่วนกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ สัดส่วนจาก สปช. 20 คน ให้มาจากสมาชิก สปช. ทั้ง 20 คน ไม่เป็นไปตามมติ คณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.ชั่วคราว) ที่เสนอให้มาจาก 15 สปช. และ คนนอก 5 คน
ทั้งนี้ในการประชุมในช่วงบ่าย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมาชิก สปช. ในฐานะวิปสปช.ชั่วคราว กล่าวว่า การที่วิปกำหนดสัดส่วนที่มาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากสัดส่วน สปช.11ด้าน บวก 4 ภาค และ คนนอก 5 คน เพราะความขัดแย้งประเทศตั้งแต่ 2548 ผ่านการทำรัฐธรรมนูญมากแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกติกาของผู้ชนะ ส่วนความขัดแย้งจะไปสู่จุดที่สิ้นสุดหรือไม่อยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญหรือปฏิรูป
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ต้องการยุติปัญหาเรื้อรังมา 10 ปี และมีคู่ขัดแย้งที่เห็นอยู่ไม่มาก ถ้าไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญถูกตราหน้าว่าเป็นกติกาของผู้ชนะ ซึ่งไม่ได้มากจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยซ้ำ ทางเดียวคือ เปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญเสียด้วย แต่ต้องไม่เข้ามาเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งจะต้องไม่ใช่แค่รับฟังแต่ต้องยื่นมือให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมแต่ขณะเดียวกันต้องไม่ใช่เสียงข้างมากที่ครอบงำ ชักนำการปฏิรูป
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ดังนั้นหากเห็นตรงกันต้องส่งเรื่องไปที่หัวหน้าพรรคทั้ง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา และ กปปส. นปช.คู่ขัดแย้ง หากยื่นมือไปแล้วขอสัมผัสไม่รับสัมผัส ก็ไม่เป็นไร เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 32 ระบุว่าต้องนำความเห็นของ สปช. สนช. ครม. สนช. และ ประชาชนมาประกอบการพิจารณา
ดังนั้นจึงนำมาสู่มติวิป 11 ต่อ 8 ให้นำคู่ขัดแย้งมาร่วมเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ไม่ใช่ผู้รับเหมาเขียนสเป็คค เอาคนเหล่านั้นมาตครอบงำ แต่ให้เข้ามา 5 เสียง จาก 36 เสยีงเพื่อให้เกิการยอมรับจะเป็นประยชน์ต่อการปรองดอง ไม่เป็นที่วิพากษ์วิจาณ์ว่าว่ากติกาเขียนด้วยผู้ชนะไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมแต่กมธ.กิจการ สปช. ชั่วคราว ทราบดีว่า เป็นคณะทำงานของสปช. ที่ประชุมตัดสินใจอย่างไรจะทำตามการตัดสินใจ
นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิป สปช.ชั่วคราว กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญหรือพิมพ์เขียวการปฏิรูปต้องสูญเปล่า เพราะถูกมองว่าเป็นผลพวงจากรัฐประหาร หรือผลไม้พิษ และจะทำให้ประเทศเสียเวลา เร่ิมต้นขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกครั้ง จึงต้องเปิดให้คู่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นปัญหาเรื่องคุณสมบัติของกมธ.ยกร่าง ที่ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง มา 3 ปี หรือ นั้นเชื่อว่าพรรคการเมือง มีสมาชิกหลายล้านคน หากมีความตั้งใจที่จะทำก็สามารถสรรหาคนมาเป็นตัวแทนได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องส่งหัวหน้าพรรคมาทำหน้าที่ แต่ต้องส่งคนที่เป็นตัวแทนของพรรค เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าถูกตราหน้าว่าเป็นผลพวงจากผลไม้พิษ
ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. กล่าวว่า ค่อนข้างมั่นใจเกือบ100% ว่าตัวแทนจากพรรคการเมืองจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมแม่น้ำสายใดสายหนึ่งอันเกิดจากยอดเขารัฐประหาร เพราะจะเท่ากับการยอมรับรัฐประหาร ดังนั้นจึงอยากถามว่าหากคู่ขัดแย้งไม่มา
จากนั้น นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช.จึงเสนอปิดอภิปราย และ นำไปสู่การลงมติในที่สุด
ทั้งนี้หลังจากมีการลงมติแล้ว นายบวรศักดิ์ ได้ออกจากห้องประชุม เพื่อมาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 และพระสยามเทวาธิราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมสปช. มีมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการนำสัดส่วนคนนอก 5 คน มาร่วมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ







