
มาร์คเลือกเนวินกระชับพื้นที่เพื่อแผ่นดิน
เมื่อบวกลบคูณหารแล้วระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือก“เนวิน” ไว้ก่อน เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินแข็งข้อกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้จัดการรัฐบาลมาตลอด
เมื่อบวกลบคูณหารแล้วระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือก“เนวิน” ไว้ก่อน เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินแข็งข้อกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้จัดการรัฐบาลมาตลอด
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ความขัดแย้งระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “เพื่อแผ่นดิน” ทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลืนไม่เข้า คายไม่ออก จำต้องเลือกข้าง เพราะเงื่อนไขของทั้งสองพรรคยากที่อภิสิทธิ์จะปรองดองให้อยู่ในชายคาเดียวกันได้
เงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทย คือ ให้นายกรัฐมนตรีเขี่ยพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มพินิจ-ปรีชา-ไพโรจน์ ออกภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ทำพรรคภูมิใจไทยจะพิจารณาการร่วมรัฐบาล
ขณะที่เงื่อนไขของพรรคเพื่อแผ่นดิน คือ ต้องให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยน ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง กรณีชี้แจงปมการทุจริตในกระทรวงมหาดไทยและโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงไม่เคลียร์ โดยขู่จะยกระดับมาตรการกดดันให้เข้มข้นขึ้นอีกด้วยการให้ สส.ที่อยู่ในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลาออก
ประเด็นขัดแย้งของทั้งสองพรรคนั้นเป็นกรณีปัญหาสะสม ทั้งเรื่องของงบประมาณในส่วนท้องถิ่น เรื่องการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย เพราะ “เนวิน” เล่นเป็นบทเกลือเรียกพี่ ใครไม่อยู่ในอาณัติ พี่แกเล่นตัดงบจนเหี้ยนเตียน ไม่ยอมให้หลุดไปลงพื้นที่ สส.ฝ่ายตรงกันข้ามโดยเด็ดขาด เรียกว่าบีบกันทุกทางให้สวา|มิภักดิ์ให้ได้ เช่น พื้นที่ จ.สุรินทร์ และนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางการเมืองของทั้งสองพรรค
เอาแค่ 2 จังหวัด ก็มี สส.รวมกันถึง 25 คนเข้าไปแล้ว ยังไม่นับพื้นที่อีสานใต้อื่นๆ อาทิ จ.ศรีสะเกษ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ซึ่งเป็นความจำเป็นที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องเจาะเข้าไปให้ได้เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การได้มาซึ่งอำนาจต่อรองในการเข้าร่วมเป็นรัฐบาลในอนาคตผ่านจำนวนเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
อาวุธที่พรรคภูมิใจไทยจะเลือกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมาย คือ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ และเครื่องมือที่จะสร้างอำนาจทางการเมืองได้ดีที่สุด คือ งบประมาณ
ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยมีงบประมาณทั้งสิ้น 231,685,000,000 บาท คิดเป็น 11.2% ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานลำดับต้นๆ ที่ได้รับงบประมาณค่อนข้างสูงจากทั้งหมด 2.07 ล้านล้านบาท
ไม่เพียงเท่านี้ หากเจาะเข้าไปในรายละเอียดของกระทรวงมหาดไทยจะพบว่า กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับงบประมาณสูงสุดจำนวน 160,025,319,100 บาท ซึ่งเป็นส่วนราชการของมหาดไทยที่จะมีผลต่อการทะลวงฟันในพื้นที่ให้กับพรรคภูมิใจไทย
โดยอาวุธชิ้นนี้พรรคภูมิใจไทยจะสามารถนำมาแสดงอิทธิฤทธิ์หลังจากวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของปีงบประมาณ 2554 จังหวะเวลาในช่วงนั้นมีความเป็นไปได้สูงกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทำให้ช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยต้องเร่งสร้างฐานอำนาจให้กับตัวเองมากที่สุดด้วยการอัดฉีดงบประมาณลงพื้นที่
ภาวะใหญ่คับรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นที่มาของการสร้างความไม่พอใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย เช่น พรรครวมชาติพัฒนา ของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ที่มีฐานที่มั่นใน จ.นครราชสีมา ซึ่ง “เนวิน” ต้องการปั้นดาวรุ่งอย่าง “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย ให้เติบโตในพื้นที่เพื่อไปร่วมวงแบ่งเก้าอี้ สส.จังหวัดนี้ด้วย
ยังไม่นับเสียงอิดออดที่เล็ดลอดจาก พรรคชาติไทยพัฒนา ว่า งบท้องถิ่นไม่ค่อยตกถึงภาคกลางมากนัก
นอกไปจากเรื่องงบประมาณที่พรรคภูมิใจไทยไม่ยอมปล่อยให้ใครแบบง่ายๆ แล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายอีก เพราะที่ผ่านมา “เนวิน” มักจะเอาแต่คนของตัวเองเข้าไปคุมตามหัวเมืองสำคัญในภาคอีสานเพื่อหวังผลการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามจะกีดกันไม่ให้เด็กฝากของพรรคร่วมรัฐบาลคนอื่นๆ เข้าไปเป็นพ่อเมืองได้ง่ายๆ
แบบนี้จึงไม่แปลกที่จะมีข่าวออกมาว่าพรรคของคนสุพรรณบุรีและโคราชร่วมกันให้ท้าย “พินิจ-ปรีชา-ไพโรจน์” เพื่อสั่งสอนคนบุรีรัมย์ให้รู้สำนึกบ้าง
แต่เอาเข้าจริงคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ประชาธิปัตย์จะหักหาญน้ำใจ “เนวิน” เพราะบุญคุณพรรคภูมิใจไทยต่อประชาธิปัตย์นั้นล้นเหลือ โดยเฉพาะ “เนวิน” ถ้าไม่ตีจากทักษิณมา คงไม่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ “อภิสิทธิ์” ในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม หากมองจากผลคะแนนโหวตที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้รับน้อยสุดในคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็นแต้มต่อของพรรคเพื่อแผ่นดินไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากมติดังกล่าวได้ส่งสัญญาณให้สังคมร่วมกดดัน “อภิสิทธิ์” ตัดสินใจปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้ากระทรวงมหาดไทย เพราะย้อนกลับไปดูประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจกระทรวงมหาดไทยของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ล้วนเป็น ปมทุจริตการบริหารราชการในกระทรวงแทบทั้งสิ้น
- การลงนามเปิดร้านค้าปืนทั้งหมด 93 ร้าน โดยแต่ละร้านจะต้องเสียเงิน 4.5 ล้านบาท
- การสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ที่คนใน จ.บุรีรัมย์ สอบได้ 17 คน และมีการเรียกเก็บเงิน 2-3 ล้านบาท
- การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีตัวเลข 8-10-15 ล้านบาท
- การแต่งตั้งอธิบดีในกระทรวงมหาดไทยก็มีตัวเลข 200-300-500 ล้านบาท
- การจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครองซึ่งเช่า 6 ปี
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ ชวรัตน์ อยู่ในสถานการณ์ลำบาก แม้ว่าเจ้าตัวจะชี้แจงต่อสภาด้วยการอ่านสคริปต์ที่เตรียมมาให้ดีอย่างไร แต่ผลปรากฏว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนให้ความไว้วางใจ มท.1 ในอันดับต่ำสุดเพียง 50% เท่านั้น (ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ)
นอกจากนี้ โสภณ ก็โดนรถไฟฟ้าสายสีม่วงวิ่งทับอาการร่อแร่ แต่พรรคภูมิใจไทยพลิกสถานการณ์ได้ทัน จากที่ตกเป็นผู้ต้องหาเรื่องการทุจริตมาเป็นบทถูกรังแก แต่เรื่องนี้คงหลบกระแสไม่ได้ เพราะถ้าหากอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เลือกทำตามที่พรรคภูมิใจไทยร้องขอ คือ ปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออก นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับกระแสสังคมที่อาจตั้งคำถามได้ว่า กฎเหล็ก 9 ข้อของนายกรัฐมนตรีหายไปกับการกระชับพื้นที่ราชประสงค์แล้วหรือ
นอกจากนี้ยังมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมถึงปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออก ทั้งๆ ที่ สส.ใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่มีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส และที่สำคัญนายกรัฐมนตรีอาจจะถูกกล่าวหาว่าปกป้องคนทุจริตมากกว่าคนตรวจสอบ
กระนั้นก็ตาม เมื่อบวกลบคูณหารแล้วระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือก“เนวิน” ไว้ก่อน เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินแข็งข้อกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้จัดการรัฐบาลมาตลอด อีกทั้งในช่วงวิกฤตเสื้อแดง พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือ และมักจะลอยตัวไม่ไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ทำให้ “สุเทพ–อภิสิทธิ์” แค้นเคืองมาตลอด
ผิดกับ “เนวิน” ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอดตั้งแต่รัฐบาลนี้ตั้งไข่ ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจถ้าอภิสิทธิ์จะตัดพรรคเพื่อแผ่นดินกลุ่ม “พินิจ–ปรีชา-ไพโรจน์” พ้นรัฐบาล







