
ปลุกไม่ขึ้น
หากเอ่ยถึงความสงบสุขที่คืนกลับมาในประเทศตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฏิเสธว่าบรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น แต่หากล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเวลานี้ นอกจากจะยังแฟบอยู่เพราะไม่มีเงินเข้ามา ภาระหนี้สินที่รุมเร้าก็ยังไม่คลี่คลาย
หากเอ่ยถึงความสงบสุขที่คืนกลับมาในประเทศตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฏิเสธว่าบรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น แต่หากล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเวลานี้ นอกจากจะยังแฟบอยู่เพราะไม่มีเงินเข้ามา ภาระหนี้สินที่รุมเร้าก็ยังไม่คลี่คลาย
นั่นอาจเป็นการตอบคำถามได้ว่าทำไมความพยายามในการงัดมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเหมือนยังปลุกกำลังซื้อของคนในประเทศไม่ขึ้น แม้ประชาชนจะรู้สึกผ่อนคลายและไม่เครียดกับปัญหาการเมืองแล้วก็ตาม
ภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้นนั้น วัดได้จากดัชนีการขายของยักษ์ใหญ่แห่งวงการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเครือสหพัฒน์ ที่จัดรายการลดราคาสินค้าตลอดทั้งปีก็ยังไม่พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ หลังเกิดการรัฐประหารมาร่วมเกือบ 3 เดือน กำลังการซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นขึ้นเลย เช่นเดียวกับภาครถยนต์ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังเจอกับดักหนี้ครัวเรือนเป็นอุปสรรค์ใหญ่ทำให้ยอดซื้อใหม่ๆ ยังไม่กลับมาเป็นปกติ
ถ้าถามว่าเวลานี้คนมีอารมณ์จับจ่ายใช้สอยหรือไม่ คำตอบง่ายๆ แบบไม่ต้องพึ่งผลโพลที่ไหนเลยว่าคนยังอยากมีรถ อยากมีบ้าน อยากจับจ่ายใช้สอย อยากท่องเที่ยว แต่เงินในกระเป๋าที่มีต้องนำไปจ่ายหนี้เก่าที่ยังรุมเร้า อยากได้ของใหม่ๆ เพียงใด คงต้องพักไว้ก่อน รอให้หนี้ลดลงก่อน ค่อยว่ากัน
ขณะที่กำลังซื้อในต่างจังหวัด ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนเคยมองเพียงผิวเผินแค่ว่าการที่ คสช.จ่ายเงินจำนำข้าวคืนให้ชาวนาแล้ว ชาวนาจะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอย จะทำให้เศรษฐกิจต่างจังหวัดฟื้นตัว แต่สิ่งที่หลายฝ่ายมองข้ามไป คือ ในระหว่างที่ชาวนารอเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเวลานานหลายเดือน เขาได้ก่อหนี้ใหม่เพื่อการดำรงชีพมาจำนวนไม่น้อย พอได้เงินคืนจาก คสช.มา ก็ต้องนำเงินเหล่านี้ไปใช้หนี้อยู่ดี เงินไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดังที่เอกชนวาดหวัง
ภาพทุกอย่างที่เริ่มชัดเจนขึ้นแล้วว่า เศรษฐกิจไทยยังติดกับดักหนี้ครัวเรือน คนในแวดวงธุรกิจจึงต่างประเมินว่าคงต้องให้ภาระหนี้สินครัวเรือนโดยเฉพาะบรรดาหนี้จากวงเงินส่วนบุคคลเบาบางลงกว่านี้ก่อน จึงจะเห็นกำลังซื้อที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมถึงคงต้องรอให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าใน กทม. ปริมณฑล) การเร่งเบิกจ่ายงบปี 2557 ให้กับโครงการที่ยังค้างท่ออยู่ การจัดทำงบประมาณปี 2558 ฯลฯ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน จึงจะเห็นเม็ดเงินจากภาครัฐกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจระลอกใหม่ และเม็ดเงินเหล่านี้นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนแต่ละมาตรการของ คสช.ล้วนต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยจึงจะเกิดขึ้นได้จริง







