
การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากความเชื่อมโยงในภูมิภาค ตลอดจนนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อเครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในภูมิภาคนี้ พบว่า ผู้ประกอบการของไทยที่สามารถเข้าใจและปรับตัวตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ในทั้งสองอุตสาหกรรม น่าจะได้รับประโยชน์จากการที่มีตลาดใหญ่ขึ้น และสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการเกิดการประหยัดต่อขนาด
ในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากความเชื่อมโยงในภูมิภาค ตลอดจนนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อเครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในภูมิภาคนี้ พบว่า ผู้ประกอบการของไทยที่สามารถเข้าใจและปรับตัวตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ในทั้งสองอุตสาหกรรม น่าจะได้รับประโยชน์จากการที่มีตลาดใหญ่ขึ้น และสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการเกิดการประหยัดต่อขนาด
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนไทยควรให้ความสนใจ คือการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีแนวโน้มการบังคับใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรและมาตรการจูงใจต่างๆ มากขึ้น เพื่อแข่งกันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเนื่องจากอาจทำให้เกิดผลกระทบด้านลบจากการบิดเบือนตลาด
ในกรณีเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจากต่างประเทศได้ลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานชิ้นส่วนกระจายไปในหลายประเทศ เพื่อให้สินค้าของตนสามารถขายได้ในตลาดแต่ละประเทศ
อาจกล่าวได้ว่า เครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในภูมิภาคนี้เป็นแบบ หนึ่งประเทศหนึ่งคลัสเตอร์ เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราภาษีศุลกากรของประเทศในอาเซียนและประเทศที่เป็นภาคีความตกลงกับประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งที่เป็นความตกลงแบบทวิภาคีและระดับภูมิภาค ลดต่ำลงจนเหลือร้อยละศูนย์หรือใกล้เคียง บริษัทข้ามชาติจึงสามารถควบรวมเครือข่ายการผลิตที่ซ้ำซ้อน และกระจายกันอยู่ในหลายประเทศให้เหลือเพียงบางประเทศที่มีศักยภาพและขีดความสามารถสูง เพื่อให้เกิดความประหยัดต่อขนาดได้ ประเทศที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้นในเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค ได้แก่ ไทยและอินโดนีเซีย โดยคลัสเตอร์ชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยจะมีบทบาทมากขึ้นในการส่งชิ้นส่วนให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ในภูมิภาค ส่วนคลัสเตอร์ชิ้นส่วนยานยนต์ในอินโดนีเซียมีโอกาสพัฒนาขึ้นได้อีก จากการอยู่ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงมาก
สำหรับเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงที่ผ่านมา ไทยและสิงคโปร์ถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาค ทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบขั้นต้นให้แก่ประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่ยังไม่มีอุตสาหกรรมขั้นต้น
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า เริ่มมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ในประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของตลาดสูงมาก 2 ประเทศ อันได้แก่ อินโดนีเซียและเวียดนาม เพื่อเติมห่วงโซ่การผลิตให้ครบวงจรมากขึ้น
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในประเทศไทยและสิงคโปร์ที่เริ่มพบข้อจำกัดในการขยายโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น
ดังนั้น ผลกระทบต่อเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตคือการเกิดหน่วยผลิตครบวงจรในภูมิภาคมากขึ้น ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป และสินค้าที่มีมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมของไทยภายใต้สภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ควรมีการดำเนินการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรมากขึ้น
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์การใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA แก่ผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเน้นที่อุตสาหกรรมที่ยังมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ต่ำการเพิ่มประสิทธิภาพ และความชัดเจนในกระบวนการพิจารณาการใช้สิทธิประโยชน์
กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากร ควรกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานตามระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา และจำนวนข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละ FTA เช่น ตัวชี้วัดระยะเวลาที่ใช้ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในการส่งออกไปประเทศสมาชิกอาเซียน ควรมีความสอดคล้องกับระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมักใช้เวลาเพียง 13 วัน
กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากร ควรพัฒนาและปรับปรุงคู่มือปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่ ตลอดจนเพิ่มการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ เพื่อลดปัญหาดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
กรมการค้าต่างประเทศควรเร่งพัฒนาระบบงานให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุม FTA ฉบับต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบ
กรมศุลกากรควรประชาสัมพันธ์การใช้ระบบการขอให้หน่วยงานศุลกากรพิจารณาล่วงหน้า สำหรับการตรวจสอบพิกัดศุลกากร อัตราศุลกากร และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อลดปัญหาการตีความพิกัดศุลกากรไม่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานศุลกากร
รัฐบาลไทยควรให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศอาเซียนใหม่ เช่น พม่า ลาว และกัมพูชา
การให้ข้อมูลและคำปรึกษาแบบจุดเดียว
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร ควรร่วมกันจัดทำเว็บไซต์อย่างเป็นทางการแบบจุดเดียวที่สามารถใช้งานได้ง่าย และมีข้อมูลอัตราภาษีและกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงต่างๆ แยกตามรายประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลอย่างเป็นทางการที่มีความถูกต้องและทันสมัย สำหรับการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับใด
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร ควรร่วมกันปรับปรุงตารางการลดภาษีของทั้งไทยและประเทศภาคี รวมทั้งกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าตามรหัสพิกัดศุลกากร HS 2012 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับใช้อ้างอิงการทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง
กรมการค้าต่างประเทศควรให้ข้อมูล คำปรึกษา และจัดทำคู่มือเกี่ยวกับกระบวนการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ผ่านช่องทางปกติและอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมทราบ เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายเห็นว่ากระบวนการขอใบ C/O มีความยุ่งยากซับซ้อน
กรมการค้าต่างประเทศควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ว่า การเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนการผลิตเพื่อขอใบ C/O จะไม่ทำให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมเนื่องจากทั้งสองหน่วยงานไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว
กรมศุลกากรควรประสานกับหน่วยงานศุลกากรของประเทศภาคีต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตราภาษีและข้อมูลการใช้ประโยชน์ภายใต้ความตกลงต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความถูกต้องและทันสมัย







