posttoday
ยึดแผนสภาพัฒน์ดันเศรษฐกิจเฟื่องฟูยาก

ยึดแผนสภาพัฒน์ดันเศรษฐกิจเฟื่องฟูยาก

17 กรกฎาคม 2557

การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากมีโรดแมปบริหารเศรษฐกิจฉบับ คสช.เองแล้ว

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากมีโรดแมปบริหารเศรษฐกิจฉบับ คสช.เองแล้ว

อีกด้านหนึ่ง คสช.ก็ยังยึดกรอบการบริหารตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยสั่งเป็นนโยบายให้กรมกองต่างๆ คิดแผนการดำเนินการต่างๆ โดยยึดแผนของสภาพัฒน์เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ไปย้อนดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับก่อนหน้าด้วยว่ามีอะไรทำไปแล้ว อะไรยังไม่ได้ทำ เพื่อไม่ให้หลุดจากกรอบการพัฒนาของสภาพัฒน์

เหตุผลสำคัญที่ คสช.ยึดแผนของสภาพัฒน์ เพราะถือว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์ประเทศ มีการวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งที่ผ่านมาและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลั่นกรองออกมาจนเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในแต่ละด้าน การที่ คสช.ยึดแผนการบริหารของสภาพัฒน์ จะทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนและอยู่ในเส้นทางที่ควรเป็น

นอกจากนี้ การเข้ามาบริหารประเทศแบบปัจจุบันทันด่วน การยึดโรดแมปของ คสช.อย่างเดียวอาจมีจุดโหว่และไม่รอบด้าน หากใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์มาเป็นกรอบอีกชั้นหนึ่งจะทำให้การบริหารประเทศของ คสช.มีประสิทธิภาพขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งต่างไม่ยอมยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อใช้บริหารประเทศ จนทำให้การบริหารประเทศไร้ทิศทาง ไม่มีความสมดุล ไม่มีเสถียรภาพ และขยายตัวแบบไม่ยั่งยืน มีความผันผวนขยายตัวได้สูงในภาวะปกติ แต่เศรษฐกิจจะตกอย่างรุนแรงหากมีปัญหาเข้ามากระทบ

นอกจากนี้ ยังพบว่าสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ เพราะแต่ละรัฐบาลจะมีนโยบายหาเสียงของตนมาอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการประชานิยมที่สร้างภาระสูงให้กับประเทศ แต่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจน้อยและระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่การลงทุนจะเน้นแต่โครงการที่นายทุนที่ใกล้ชิดการเมือง หรือนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลได้ประโยชน์ ไม่ได้มองความคุ้มค่าในการลงทุนหรือความจำเป็นในการลงทุน

ที่เห็นได้ชัด รัฐบาลล่าสุดเข้ามาบริหารประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 25552559 แต่ไม่มีการนำมาใช้ นโยบายที่ใช้มาจากที่หาเสียงของพรรคการเมืองเท่านั้น ทั้งโครงการรับจำนำข้าว ที่ถึงวันนี้ใช้เงินแล้วไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท และจะเกิดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท

โครงการรถคันแรกที่รัฐต้องเสียเงิน 9 หมื่นล้านบาท การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐบาลสูญเงินภาษีปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่ไม่สามารถขยายฐานภาษีได้เพิ่มขึ้น

หรือแม้แต่การลงทุนด้านโครงสร้างด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และไม่คิดถึงการกระจายเม็ดเงินลงทุนด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสาธารณสุข หรือการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ

นโยบายทั้งหมดล้วนแล้วแต่สวนทางกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

การที่ คสช.กลับมายึดแผนพัฒนาประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการนำประเทศเข้ามาสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง เพราะแผนของสภาพัฒน์เป็นการพัฒนาประเทศระยะกลางและยาวที่มีความสำคัญหากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เส้นทางตามแผนของสภาพัฒน์ถึงแม้จะมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่จะให้เกิดผลปฏิบัติที่แท้จริงเป็นเรื่องที่ทำไม่ง่าย

หากนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 มาถึงวันนี้แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 รวมแล้วถึง 50 ปี แต่มีคำถามว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ขับเคลื่อนประเทศตามแผนถึง 50% หรือผ่านครึ่งทางไปหรือยัง

สาเหตุสำคัญมาจากทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญ และปัญหาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเอง ที่ส่วนใหญ่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศที่ไทยได้สูญเสียในส่วนนี้ไปมาก เพราะไปเน้นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การพัฒนาด้านการศึกษาและเทคโนโลยีไม่สามารถผลักดันได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่สำคัญแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าอนาคตของประเทศไทยจะเดินไปทิศทางใด จะผลิตสินค้าอะไร หรือให้บริการอะไร

นอกจากนี้ ยังเป็นแผนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพียงแค่ให้ความเห็นชอบและรับทราบเท่านั้น ไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตาม ทำให้แผนพัฒนาดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพบังคับใช้

ดังนั้น การที่ คสช.ยึดแผนการพัฒนาของสภาพัฒน์เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าเป็นเรื่องดี เพราะการปฏิบัติกับแผนต้องเดินไปคู่กัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามแผน คสช.ก็ต้องคิดให้หนักว่า แผนที่มีอยู่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด เพราะจะทำให้เสียทั้งเวลาและทรัพยากรของประเทศเพิ่มขึ้น

การเดินหน้าตามแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ยังมีอุปสรรค ว่า การอยู่บริหารประเทศของ คสช.เป็นระยะสั้น 1 ปีเศษเท่านั้น การเดินหน้าตามแผนคงทำได้ไม่ยาก แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มารับไม้ต่อจาก คสช.ยังคงยึดแผนของสภาพัฒน์ในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืนมั่นคง ไม่กลับไปอยู่ที่เดิมที่ทำตามแต่นโยบายหาเสียงไว้ จนประเทศเดินถอยหลังอีกครั้ง

ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องคิดให้ตก หาทางออกให้เจอ แม้ว่าการเริ่มต้นยึดแผนของสภาพัฒน์มาถูกทางแล้ว แต่ความสำเร็จยังอยู่อีกไกล ปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ยาก และต้องใช้เวลานาน ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้บริหารประเทศต้องทำตาม หาก คสช.จำกัดจุดอ่อนเหล่านี้ไม่ได้ การบริหารเศรษฐกิจตามแผนของสภาพัฒน์ก็สำเร็จได้ยาก

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่