
ยึดแผนสภาพัฒน์ดันเศรษฐกิจเฟื่องฟูยาก
การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากมีโรดแมปบริหารเศรษฐกิจฉบับ คสช.เองแล้ว
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากมีโรดแมปบริหารเศรษฐกิจฉบับ คสช.เองแล้ว
อีกด้านหนึ่ง คสช.ก็ยังยึดกรอบการบริหารตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยสั่งเป็นนโยบายให้กรมกองต่างๆ คิดแผนการดำเนินการต่างๆ โดยยึดแผนของสภาพัฒน์เป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ยังสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ไปย้อนดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับก่อนหน้าด้วยว่ามีอะไรทำไปแล้ว อะไรยังไม่ได้ทำ เพื่อไม่ให้หลุดจากกรอบการพัฒนาของสภาพัฒน์
เหตุผลสำคัญที่ คสช.ยึดแผนของสภาพัฒน์ เพราะถือว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์ประเทศ มีการวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งที่ผ่านมาและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลั่นกรองออกมาจนเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในแต่ละด้าน การที่ คสช.ยึดแผนการบริหารของสภาพัฒน์ จะทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนและอยู่ในเส้นทางที่ควรเป็น
นอกจากนี้ การเข้ามาบริหารประเทศแบบปัจจุบันทันด่วน การยึดโรดแมปของ คสช.อย่างเดียวอาจมีจุดโหว่และไม่รอบด้าน หากใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์มาเป็นกรอบอีกชั้นหนึ่งจะทำให้การบริหารประเทศของ คสช.มีประสิทธิภาพขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งต่างไม่ยอมยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อใช้บริหารประเทศ จนทำให้การบริหารประเทศไร้ทิศทาง ไม่มีความสมดุล ไม่มีเสถียรภาพ และขยายตัวแบบไม่ยั่งยืน มีความผันผวนขยายตัวได้สูงในภาวะปกติ แต่เศรษฐกิจจะตกอย่างรุนแรงหากมีปัญหาเข้ามากระทบ
นอกจากนี้ ยังพบว่าสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ เพราะแต่ละรัฐบาลจะมีนโยบายหาเสียงของตนมาอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการประชานิยมที่สร้างภาระสูงให้กับประเทศ แต่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจน้อยและระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่การลงทุนจะเน้นแต่โครงการที่นายทุนที่ใกล้ชิดการเมือง หรือนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลได้ประโยชน์ ไม่ได้มองความคุ้มค่าในการลงทุนหรือความจำเป็นในการลงทุน
ที่เห็นได้ชัด รัฐบาลล่าสุดเข้ามาบริหารประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 25552559 แต่ไม่มีการนำมาใช้ นโยบายที่ใช้มาจากที่หาเสียงของพรรคการเมืองเท่านั้น ทั้งโครงการรับจำนำข้าว ที่ถึงวันนี้ใช้เงินแล้วไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท และจะเกิดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
โครงการรถคันแรกที่รัฐต้องเสียเงิน 9 หมื่นล้านบาท การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐบาลสูญเงินภาษีปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่ไม่สามารถขยายฐานภาษีได้เพิ่มขึ้น
หรือแม้แต่การลงทุนด้านโครงสร้างด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และไม่คิดถึงการกระจายเม็ดเงินลงทุนด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสาธารณสุข หรือการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
นโยบายทั้งหมดล้วนแล้วแต่สวนทางกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11
การที่ คสช.กลับมายึดแผนพัฒนาประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการนำประเทศเข้ามาสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง เพราะแผนของสภาพัฒน์เป็นการพัฒนาประเทศระยะกลางและยาวที่มีความสำคัญหากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางตามแผนของสภาพัฒน์ถึงแม้จะมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่จะให้เกิดผลปฏิบัติที่แท้จริงเป็นเรื่องที่ทำไม่ง่าย
หากนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 มาถึงวันนี้แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 รวมแล้วถึง 50 ปี แต่มีคำถามว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ขับเคลื่อนประเทศตามแผนถึง 50% หรือผ่านครึ่งทางไปหรือยัง
สาเหตุสำคัญมาจากทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญ และปัญหาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเอง ที่ส่วนใหญ่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศที่ไทยได้สูญเสียในส่วนนี้ไปมาก เพราะไปเน้นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การพัฒนาด้านการศึกษาและเทคโนโลยีไม่สามารถผลักดันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าอนาคตของประเทศไทยจะเดินไปทิศทางใด จะผลิตสินค้าอะไร หรือให้บริการอะไร
นอกจากนี้ ยังเป็นแผนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพียงแค่ให้ความเห็นชอบและรับทราบเท่านั้น ไม่ได้มีกฎหมายบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตาม ทำให้แผนพัฒนาดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพบังคับใช้
ดังนั้น การที่ คสช.ยึดแผนการพัฒนาของสภาพัฒน์เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าเป็นเรื่องดี เพราะการปฏิบัติกับแผนต้องเดินไปคู่กัน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามแผน คสช.ก็ต้องคิดให้หนักว่า แผนที่มีอยู่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด เพราะจะทำให้เสียทั้งเวลาและทรัพยากรของประเทศเพิ่มขึ้น
การเดินหน้าตามแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ยังมีอุปสรรค ว่า การอยู่บริหารประเทศของ คสช.เป็นระยะสั้น 1 ปีเศษเท่านั้น การเดินหน้าตามแผนคงทำได้ไม่ยาก แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มารับไม้ต่อจาก คสช.ยังคงยึดแผนของสภาพัฒน์ในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืนมั่นคง ไม่กลับไปอยู่ที่เดิมที่ทำตามแต่นโยบายหาเสียงไว้ จนประเทศเดินถอยหลังอีกครั้ง
ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องคิดให้ตก หาทางออกให้เจอ แม้ว่าการเริ่มต้นยึดแผนของสภาพัฒน์มาถูกทางแล้ว แต่ความสำเร็จยังอยู่อีกไกล ปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้ยาก และต้องใช้เวลานาน ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้บริหารประเทศต้องทำตาม หาก คสช.จำกัดจุดอ่อนเหล่านี้ไม่ได้ การบริหารเศรษฐกิจตามแผนของสภาพัฒน์ก็สำเร็จได้ยาก







