
วางตัวบอร์ดกู้รัฐวิสาหกิจโจทย์ใหญ่คสช.
การเดินหน้ากู้วิกฤตรัฐวิสาหกิจของไทยที่มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 10 ล้านล้านบาท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเดินหน้ากู้วิกฤตรัฐวิสาหกิจของไทยที่มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 10 ล้านล้านบาท ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เริ่มด้วยการล้างคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาอย่างไม่เหมาะสม จากนั้น คสช.ก็ตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ขึ้นมาดูแลรัฐวิสาหกิจอีกชั้นหนึ่ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกรรมการ และพิจารณาโครงการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล
อย่างไรก็ตาม แม้มหกรรมการล้างบอร์ดและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะเดินมาถูกทาง แต่ต้องยอมรับว่ายังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ในวันนี้ คสช.สามารถจะใช้อำนาจทางอ้อมโดยบีบกรรมการเก่าในรัฐวิสาหกิจให้ลาออก เพื่อตั้งกรรมการใหม่เข้ามาบริหาร เช่น กรณีของบริษัท การบินไทย บริษัท ปตท. และบริษัท ท่าอากาศยานไทย และ คสช.ยังใช้อำนาจทางตรงโดยตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจเองในกรณีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
แต่ทว่า คสช.ก็ต้องคำนึงถึงการแก้ปัญหาระยะยาวในการคัดกรองคนเข้ามานั่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะวันที่ คสช.คืนอำนาจให้กับประชาชน และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ คสช.จะต้องมีหลักประกันให้ได้ว่าจะมีการคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และไม่มีผลประโยชน์ทั้งส่วนตัวหรือเอื้อผลประโยชน์ให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่น จนทำให้รัฐวิสาหกิจอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างที่ผ่านมา
ดังนั้น หลังจากแก้ไขเฉพาะหน้าแล้ว คสช.ต้องแก้ปัญหาต้นตอ คือการสรรหาคนเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจพร้อมกันไปด้วย
หากดูจากระเบียบการตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา ต้องถือว่ามีระบบที่ดีในระดับหนึ่ง โดยมี พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 เป็นกรอบใหญ่ในการสรรหา และยังมีแนวปฏิบัติสำหรับกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นคู่มือเพื่อให้กรรมการของรัฐวิสาหกิจทราบถึงภารกิจ บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ
สำหรับคู่มือกรรมการรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย 7 หมวด ในหมวดที่ 2 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีการกำหนดชัดเจนไว้ตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 แก้ไข เพิ่มเติม ในมาตรา 5 ซึ่งนอกจากจะต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี ยังต้องมีคุณวุฒิและประสบการณ์เหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจนั้น ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ถูกพิพากษาจำคุก รวมทั้งไม่เป็นข้าราชการการเมือง และไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง ถือว่าคัดกรองมาระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน กฎหมายยังกำหนดให้แต่ละรายเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ไม่เกิน 3 แห่ง แม้จะมีการซิกแซ็กส่งไปนั่งในบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นไม่เกิน 50% แต่ก็มีข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้การเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ 3 แห่ง ต้องนับรวมบริษัทหรือองค์กรที่รัฐถือหุ้นไม่เกิน 50% ด้วย ซึ่งถือเป็นจุดที่ดี
สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กระทรวงการคลัง ก็ได้จัดทำบัญชีรายชื่อไว้ ซึ่งมาจากการสรรหาบุคคลในแต่ละสาขาอาชีพที่คิดว่ามีความชำนาญ มีความรู้เฉพาะด้านที่เหมาะสมที่จะบริหารรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งได้
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (1) ที่บัญญัติว่า “ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน”
เช่นเดียวกับอัยการ ที่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 46 วรรค 4 ห้ามข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกัน แต่เปิดช่องไว้เล็กน้อยว่า “เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ”
จากหลักเกณฑ์ทั้งหมด จะเห็นว่ามีทั้งกฎหมาย ระเบียบ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาบุคคลเข้าเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ถือว่าละเอียดพอสมควร ไม่น่าจะมีอะไรบกพร่อง แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้มีอำนาจในการสรรหา ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เสนอชื่อคนเข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือ ครม.ที่มีอำนาจในการอนุมัติบุคคลเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ
ดังนั้น คสช.จะต้องแก้ปมปัญหาดังกล่าวให้ได้ โดยเข้มงวดกับการใช้ระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่อย่างจริงจัง รวมทั้งหามาตรการเสริมในการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การเข้มงวดไม่ให้อัยการและผู้พิพากษาเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีอัยการที่รับใช้ฝ่ายการเมืองจำนวนมากเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควรจะมาจากบัญชีรายชื่อที่กระทรวงการคลังจัดทำไว้ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้านที่ตรงกับงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง และยังปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองส่งคนใกล้ชิดมาหาประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ต้องมีการยกระดับการสรรหาบุคคลที่จะมาอยู่ในบัญชีรายชื่อเพื่อเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยการสรรหาต้องมีมาตรฐาน มีความโปร่งใส ป้องกันฝ่ายการเมืองแทรกแซงส่งคนของตัวเองเข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว
นอกจากนี้ คสช.ยังต้องคิดว่าจะต้องมีองค์กรที่มากลั่นกรองประวัติบุคคลที่จะเป็นกรรมการอีกชั้นหนึ่ง เหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะตรวจสอบก่อนว่าบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการและผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ มีประวัติต้องห้ามหรือไม่
ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ในขณะนี้แก้ปัญหาให้ถึงรากถึงโคน ปัญหาของรัฐวิสาหกิจไทยไม่ต่างจากปัญหาการเมือง ความเสียหายที่เกิดขึ้นล้วนมาจากคน แม้จะมีกฎระเบียบดีอย่างไร หากไม่ทำให้ระบบนั้นสรรหาคนที่ดีเข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจได้ การปฏิรูปของรัฐวิสาหกิจก็จะล้มเหลวตาม







