posttoday
เรื่องขบขัน

เรื่องขบขัน

29 มิถุนายน 2557

จบแบบค้างคาใจมีอะไรอยู่เต็มหัวกับ ENEMYล่าตัวตน คนสองเงา หนังสัญชาติแคนาดา

จบแบบค้างคาใจมีอะไรอยู่เต็มหัวกับ ENEMYล่าตัวตน คนสองเงา หนังสัญชาติแคนาดา ผลงานการกำกับของ เดนิส วิลล์เนิฟ

“History repeats itself, first as tragedy, then as farce. - ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำไปซ้ำมาด้วยตัวมันเอง ครั้งแรกจะเป็นโศกนาฏกรรม ครั้งต่อมาเป็นเรื่องขบขัน”

แค่วาทะของ คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งหยิบยกมาถ่ายทอดผ่านตัวละครอย่าง อดัม เบลล์ อาจารย์ที่ใช้ชีวิตจำเจอยู่กับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในเรื่อง ก็ปลุกให้สมองต้องขบคิดตั้งแต่ต้นเรื่อง

ยิ่งในภาวการณ์บ้านเมืองเดินหน้าสู่ฤดูกาลรัฐประหาร บรรยากาศยังอบอวลไปด้วยกฎอัยการศึก ที่สำคัญถ้าเป็นอย่างที่ คาร์ล มาร์กซ์ ว่าไว้ การรัฐประหารครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ของประเทศ คงเป็นเรื่องยิ่งกว่าขบขัน

บทเรียนประวัติศาสตร์ จาก อดัม เบลล์ ที่สะท้อนสูตรของผู้นำโรมันที่ใช้ “ขนมปัง” กับ “ละครสัตว์” เบี่ยงความสนใจพลเมืองให้ไปจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้ เพื่อทำให้ทุกอย่างง่ายกับการปกครอง ยังคงเห็นร่องรอยที่หยิบยกมาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้

จุดหักเหในภาพยนตร์ อยู่ที่ อดัม เบลล์ ได้ค้นพบโดยบังเอิญระหว่างนั่งดูหนังอยู่ที่บ้าน ว่า แอนโทนี่ นักแสดงตัวประกอบภาพยนตร์ในเรื่อง ที่ดันมีหน้าตาเหมือนกับตัวเขาทุกกระเบียดนิ้ว

ความสงสัยอันนี้ทำให้อดัมเริ่มออกค้นหารายละเอียดที่มาที่ไปของแอนโทนี่ ว่าเชื่อมโยงกับตัวเขาอย่างไร ไม่ว่าจะบุกแกะรอยไปหาถึงที่พัก ไปจนถึงโทรศัพท์ไปหา และขอนัดพบ รวมถึงกลับไปพยายามสอบถามความจริงกับแม่ของเขา

เรื่องค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าน่าแปลกตรงที่ยิ่งหนังใส่ข้อมูลมาให้มากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งกลับทำให้รู้สึกว่ารู้ข้อเท็จจริงของตัวละครน้อยลงไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งจบเรื่องแล้วยังยากจะฟันธงได้ว่า อดัม และแอนโทนี่ เป็นคนเดียวกันหรือไม่ แอนโทนี่จะเป็นจินตนาการที่ตอบโจทย์ความฝันความต้องการของอดัมที่อยากจะเป็น หรือจะเป็นเพียงแค่คนสองคนที่หน้าตาบังเอิญเหมือนกันเท่านั้น

เสน่ห์ที่แสนจะชวนปวดหัวของ ENEMY อยู่ตรงลีลาการเล่าเรื่อง ซึ่งผู้กำกับตั้งใจทิ้งปมไว้เบี้ยบ้ายรายทาง ให้คนดูคอยตามเก็บ แล้วนำมาปะติดปะต่อหาข้อสรุปของตัวเอง

ใครเก็บรายละเอียดได้มากได้น้อย ก็เอามาปรุงเแต่ง ผูกโยง เชื่อมโยง สนับสนุนข้อสันนิษฐานของตัวเอง ที่แน่นอนว่าอยากจะหาคนเห็นตรงกัน

แม้แต่ทางลัดง่ายๆ ที่หวังว่า “กูเกิล” จะช่วยชี้ทางสว่าง แต่พอเอาเข้าจริงบรรดาบทวิเคราะห์วิจารณ์จากทั้งมืออาชีพ มือสมัครเล่น ที่ออกมาเกลื่อนโลกไซเบอร์ ยังตีความหลายทิศทาง

“Sometimes you have compulsions that you can’t control coming from the subconscious. They are the dictator inside ourselves.”

น่าสนใจตรงประโยคที่อาจมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในเรื่อง ที่ระบุว่าบางครั้ง “จิตใต้สำนึก” ก็เป็นแรงผลักดันที่ทำให้คุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มันเป็น “เผด็จการ” ที่อยู่ในตัวเรา

ชวนให้คิดย้อนไปถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังจะเดินหน้าไปสู่ความอภิวัฒน์ กลับต้องมาสะดุด ล้มแล้วล้มอีก ไปไม่ถึงไหนเสียที

ประชาธิปไตยและเผด็จการทหาร จึงวนเวียนอยู่สลับกลับไปกลับมาเหมือนสองคนที่อยู่ในร่างเดียวกัน ที่ตัดกันไม่ขาดเสียที ตราบใดที่ “ดุลอำนาจ” ยังไม่อาจหาจุดดุลยภาพ ให้การใช้อำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจ คะคานกันได้อย่างเป็นระบบ

ท่ามกลางความหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ซึ่งจะถือเป็นฉบับที่ 19 ของประเทศไทย จะเป็นรากฐานสำคัญควบคู่ไปกับการพลิกฟื้นปฏิรูปประเทศ และให้การเข้ามาล้มกระดานของกองทัพครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาอนาคต

หรืออาจเป็นอย่างที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ล่าสุด ว่า นี่อาจจะเป็นสไตล์การปกครองเฉพาะตัวของบ้านเรา ที่เป็นลักษณะ “ทวิลักษณ์”

ทวิลักษณ์ที่ว่านี้คือลูกผสมระหว่าง “การปกครองแบบรัฏฐาธิปัตย์โดยทหาร” และ “การปกครองแบบประชาธิปไตย” ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

จากเดิมที่เคยคิดว่าการเข้ามาล้มกระดานของกองทัพเป็นแค่เพียง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” แต่ระยะหลังช่วงเปลี่ยนผ่านมันเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ และมีระยะเวลาช่วงเปลี่ยนผ่านนานขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญกระแสต่อต้านคัดค้านการเข้าสู่อำนาจของกองทัพดูจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แถมระยะหลังยังมีทั้งเสียงชื่นชม เสียงเรียกหา ให้กองทัพออกมาล้มกระดาน

หนำซ้ำ ยังใช้โอกาสที่ทหารเข้ากุมอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เร่งสะสางปัญหาค้างคาหลายต่อหลายเรื่อง ที่ยากจะฝากความหวังให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแก้ไขได้

เมื่อตลอด 82 ปีที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยยังยึดติดเพียงแค่ “หีบเลือกตั้ง” เป็นสรณะและคิดว่านั่นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประชาธิปไตย ปล่อยให้ผู้เข้าสู่อำนาจใช้เสียงข้างมากเป็นใบเบิกทางทำอะไรตามใจได้ทุกอย่าง

สิ่งที่ผลักดันให้เกิด “รัฐประหาร” อาจเป็น “เผด็จการ” ที่อยู่ในตัวเรา ซ่อนอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ที่รอวันผลักดันให้เกิดในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

จนการเมืองกลายเป็นระบบไฮบริดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นั่นอาจเป็นปัจจัยทำให้ “กองทัพ” ไม่อาจตัดขาดจากการเมืองได้จริงเสียที แม้รัฐประหารครั้งต่อไปจะเป็นเรื่องน่าขบขันอย่างที่ คาร์ล มาร์กซ์ เคยว่าไว้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร