
อนาคต ปตท.หลังปฏิรูปควรแปรรูปสุดซอยหรือไม่
มีการถกเถียงกันมากว่า ถ้ามีการปฏิรูปพลังงานไทย ควรจะนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% (ทวงคืน ปตท.) หรือควรจะแปรรูป ปตท.ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปเลย (แปรรูปสุดซอย เพราะทุกวันนี้แปรรูปเพียงครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่สุดซอย) อย่างไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นประเด็นใหญ่ให้ถกเถียงกันไปอีกนาน เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสองด้านเป็นจำนวนมาก
มีการถกเถียงกันมากว่า ถ้ามีการปฏิรูปพลังงานไทย ควรจะนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% (ทวงคืน ปตท.) หรือควรจะแปรรูป ปตท.ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปเลย (แปรรูปสุดซอย เพราะทุกวันนี้แปรรูปเพียงครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่สุดซอย) อย่างไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นประเด็นใหญ่ให้ถกเถียงกันไปอีกนาน เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสองด้านเป็นจำนวนมาก
เรื่องของการทวงคืน ปตท.นั้น ผมขอละเว้นที่จะไม่กล่าวถึง เพราะได้เขียนถึงเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว และผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะถอยหลังลงคลองแต่อย่างใด ดังนั้นบทความในวันนี้จึงจะขอเน้นไปที่ประเด็นการแปรรูปแต่เพียงอย่างเดียวว่า สมควรจะเดินหน้าสุดซอยหรือไม่อย่างไร
ตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน (อ้างอิงจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือน มี.ค. 2557) ผู้ถือหุ้นของ ปตท.ประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง 51% กองทุนวายุภักษ์ 15% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34% (คนไทย 17% ต่างชาติ 17%) ซึ่งถ้าแปรรูปสุดซอย รัฐก็จะมีรายได้จากการขายหุ้น ปตท.ในส่วนของรัฐประมาณ 56 แสนล้านบาทเลยทีเดียว (ตามมูลค่าหุ้นในตลาดปัจจุบัน) ซึ่งรัฐจะสามารถใช้เงินจำนวนนี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือสวัสดิการสังคมอื่นๆ ได้อย่างมากมาย
ผู้ที่เห็นด้วยกับการแปรรูปสุดซอยให้เหตุผลว่า นอกจากรายได้ดังกล่าวแล้ว การแปรรูป ปตท.ให้หลุดพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ ปตท. และข้อสำคัญยังเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมืองอย่างได้ผลมากที่สุด เพราะเป็นการปลด ปตท.ออกจากการควบคุมของนักการเมืองโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทำให้การบริหารงานหรือการดำเนินการในเรื่องใดๆ ต้องเป็นไปตามเหตุผลในเชิงธุรกิจ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) และผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ปตท.เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ควรดำรงอยู่ในฐานะรัฐวิสาหกิจอยู่ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการสนองนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน นอกจากนั้นที่ผ่านมารัฐได้สนับสนุน ปตท.จนสามารถขยายกิจการให้ใหญ่โตจนติดอันดับโลก จึงไม่ควรแปรรูปให้เอกชนได้รับประโยชน์ไปทั้งหมด ส่วนการแทรกแซงจากนักการเมืองนั้น ให้หาทางแก้ไขโดยกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติในการแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจให้รัดกุมยิ่งขึ้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้
จะเห็นได้ว่าประเด็นโต้แย้งที่สำคัญในเรื่องการแปรรูป ปตท.ว่าจะแปรรูปสุดซอยหรือไม่นั้น นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารงานและความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังมีเรื่องของการเป็นเครื่องมือสนองนโยบายของรัฐ และการแทรกแซงจากนักการเมืองเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน และมีความอ่อนไหวทางการเมืองปะปนอยู่ด้วย
สำหรับประเด็นนี้ผมมีความเห็นว่า ถ้าเราต้องการประสิทธิภาพและการแข่งขัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย แต่ก่อนทำเช่นนั้นรัฐบาลต้องถอดสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งสิทธิผูกขาดของ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติออกให้หมด เพื่อให้ ปตท.มีฐานะเหมือนผู้ประกอบการทั่วไป แล้วแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย เพื่อให้ไปแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ให้เต็มที่ ในกรณีนี้รัฐอาจต้องปฏิรูปคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้มีบทบาทมากขึ้นเพื่อทำหน้าที่ผู้กำกับดูแล (Regulator) ที่ครอบคลุมธุรกิจพลังงานในทุกด้านอย่างแท้จริง
แต่ถ้ารัฐยังต้องการคง ปตท.ไว้ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติและต้องการใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือสนองนโยบายพลังงานในบางด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน ผมก็ขอเสนอให้รัฐถือหุ้นใน ปตท.เท่าที่จำเป็น โดยอาจจะเป็น Golden Share ที่รัฐสามารถใช้สิทธิยับยั้งการกระทำใดๆ ที่รัฐไม่เห็นด้วยได้
ส่วนการแต่งตั้งผู้บริหารและบอร์ดนั้นจะต้องดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาลโดยปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ มีการตั้งคุณสมบัติของผู้บริหารและบอร์ดให้สูงและเข้มงวดเป็นพิเศษ ดำเนินการสรรหาโดยมืออาชีพ และแต่งตั้งโดยมติของผู้ถือหุ้นซึ่งมิใช่รัฐ เพราะรัฐจะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกต่อไป
ในกรณีนี้สิทธิพิเศษบางประการในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาจจะยังคงอยู่ต่อไป เช่น สิทธิในการเป็นตัวแทนของรัฐที่จะรับซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการสำรวจและขุดพบในประเทศก่อนผู้อื่นในราคาตลาด เป็นต้น
แต่สิทธิผูกขาดอื่นๆ เช่น สิทธิในการใช้ท่อก๊าซแต่เพียงผู้เดียวหรือก่อนคนอื่น หรือสิทธิในการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียวก็ต้องยกเลิกไป และเปิดให้มีการแข่งขัน โดยให้ทุกฝ่ายเข้ามาใช้บริการท่อก๊าซของ ปตท.ได้อย่างเสรี (Third Party Access) ดังนี้เป็นต้น
นี่คือทางเลือกสองทางในการแปรรูป ปตท.ไปอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ ปตท.หลุดออกไปจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ และจากการแทรกแซงของนักการเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงความเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติเอาไว้ เพื่อสนองตอบนโยบายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมคิดว่าการแปรรูป ปตท.ให้สุดซอยหรือเกือบสุดซอยก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ ครับ







