posttoday
อนาคต ปตท.หลังปฏิรูปควรแปรรูปสุดซอยหรือไม่

อนาคต ปตท.หลังปฏิรูปควรแปรรูปสุดซอยหรือไม่

16 พฤษภาคม 2557

มีการถกเถียงกันมากว่า ถ้ามีการปฏิรูปพลังงานไทย ควรจะนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% (ทวงคืน ปตท.) หรือควรจะแปรรูป ปตท.ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปเลย (แปรรูปสุดซอย เพราะทุกวันนี้แปรรูปเพียงครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่สุดซอย) อย่างไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นประเด็นใหญ่ให้ถกเถียงกันไปอีกนาน เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสองด้านเป็นจำนวนมาก

มีการถกเถียงกันมากว่า ถ้ามีการปฏิรูปพลังงานไทย ควรจะนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% (ทวงคืน ปตท.) หรือควรจะแปรรูป ปตท.ให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจไปเลย (แปรรูปสุดซอย เพราะทุกวันนี้แปรรูปเพียงครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่สุดซอย) อย่างไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นประเด็นใหญ่ให้ถกเถียงกันไปอีกนาน เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสองด้านเป็นจำนวนมาก

เรื่องของการทวงคืน ปตท.นั้น ผมขอละเว้นที่จะไม่กล่าวถึง เพราะได้เขียนถึงเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว และผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะถอยหลังลงคลองแต่อย่างใด ดังนั้นบทความในวันนี้จึงจะขอเน้นไปที่ประเด็นการแปรรูปแต่เพียงอย่างเดียวว่า สมควรจะเดินหน้าสุดซอยหรือไม่อย่างไร

ตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน (อ้างอิงจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือน มี.ค. 2557) ผู้ถือหุ้นของ ปตท.ประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง 51% กองทุนวายุภักษ์ 15% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34% (คนไทย 17% ต่างชาติ 17%) ซึ่งถ้าแปรรูปสุดซอย รัฐก็จะมีรายได้จากการขายหุ้น ปตท.ในส่วนของรัฐประมาณ 56 แสนล้านบาทเลยทีเดียว (ตามมูลค่าหุ้นในตลาดปัจจุบัน) ซึ่งรัฐจะสามารถใช้เงินจำนวนนี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือสวัสดิการสังคมอื่นๆ ได้อย่างมากมาย

ผู้ที่เห็นด้วยกับการแปรรูปสุดซอยให้เหตุผลว่า นอกจากรายได้ดังกล่าวแล้ว การแปรรูป ปตท.ให้หลุดพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ ปตท. และข้อสำคัญยังเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมืองอย่างได้ผลมากที่สุด เพราะเป็นการปลด ปตท.ออกจากการควบคุมของนักการเมืองโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทำให้การบริหารงานหรือการดำเนินการในเรื่องใดๆ ต้องเป็นไปตามเหตุผลในเชิงธุรกิจ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) และผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ปตท.เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ควรดำรงอยู่ในฐานะรัฐวิสาหกิจอยู่ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการสนองนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน นอกจากนั้นที่ผ่านมารัฐได้สนับสนุน ปตท.จนสามารถขยายกิจการให้ใหญ่โตจนติดอันดับโลก จึงไม่ควรแปรรูปให้เอกชนได้รับประโยชน์ไปทั้งหมด ส่วนการแทรกแซงจากนักการเมืองนั้น ให้หาทางแก้ไขโดยกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติในการแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจให้รัดกุมยิ่งขึ้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้

จะเห็นได้ว่าประเด็นโต้แย้งที่สำคัญในเรื่องการแปรรูป ปตท.ว่าจะแปรรูปสุดซอยหรือไม่นั้น นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารงานและความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังมีเรื่องของการเป็นเครื่องมือสนองนโยบายของรัฐ และการแทรกแซงจากนักการเมืองเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน และมีความอ่อนไหวทางการเมืองปะปนอยู่ด้วย

สำหรับประเด็นนี้ผมมีความเห็นว่า ถ้าเราต้องการประสิทธิภาพและการแข่งขัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย แต่ก่อนทำเช่นนั้นรัฐบาลต้องถอดสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งสิทธิผูกขาดของ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติออกให้หมด เพื่อให้ ปตท.มีฐานะเหมือนผู้ประกอบการทั่วไป แล้วแปรรูป ปตท.ให้สุดซอย เพื่อให้ไปแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ให้เต็มที่ ในกรณีนี้รัฐอาจต้องปฏิรูปคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้มีบทบาทมากขึ้นเพื่อทำหน้าที่ผู้กำกับดูแล (Regulator) ที่ครอบคลุมธุรกิจพลังงานในทุกด้านอย่างแท้จริง

แต่ถ้ารัฐยังต้องการคง ปตท.ไว้ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติและต้องการใช้ ปตท.เป็นเครื่องมือสนองนโยบายพลังงานในบางด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน ผมก็ขอเสนอให้รัฐถือหุ้นใน ปตท.เท่าที่จำเป็น โดยอาจจะเป็น Golden Share ที่รัฐสามารถใช้สิทธิยับยั้งการกระทำใดๆ ที่รัฐไม่เห็นด้วยได้

ส่วนการแต่งตั้งผู้บริหารและบอร์ดนั้นจะต้องดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาลโดยปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ มีการตั้งคุณสมบัติของผู้บริหารและบอร์ดให้สูงและเข้มงวดเป็นพิเศษ ดำเนินการสรรหาโดยมืออาชีพ และแต่งตั้งโดยมติของผู้ถือหุ้นซึ่งมิใช่รัฐ เพราะรัฐจะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกต่อไป

ในกรณีนี้สิทธิพิเศษบางประการในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาจจะยังคงอยู่ต่อไป เช่น สิทธิในการเป็นตัวแทนของรัฐที่จะรับซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการสำรวจและขุดพบในประเทศก่อนผู้อื่นในราคาตลาด เป็นต้น

แต่สิทธิผูกขาดอื่นๆ เช่น สิทธิในการใช้ท่อก๊าซแต่เพียงผู้เดียวหรือก่อนคนอื่น หรือสิทธิในการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียวก็ต้องยกเลิกไป และเปิดให้มีการแข่งขัน โดยให้ทุกฝ่ายเข้ามาใช้บริการท่อก๊าซของ ปตท.ได้อย่างเสรี (Third Party Access) ดังนี้เป็นต้น

นี่คือทางเลือกสองทางในการแปรรูป ปตท.ไปอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ ปตท.หลุดออกไปจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ และจากการแทรกแซงของนักการเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงความเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติเอาไว้ เพื่อสนองตอบนโยบายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมคิดว่าการแปรรูป ปตท.ให้สุดซอยหรือเกือบสุดซอยก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่