
ตกทองอาชญากรรมอมตะ
ระยะเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ “แก๊งตกทอง” หมดช่องทางหากินแม้แต่น้อย ปัจจุบันกลยุทธ์ต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อด้วยการ “ต่อทองปลอม ชนกับทองจริง” ยังคงใช้ได้
ระยะเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ “แก๊งตกทอง” หมดช่องทางหากินแม้แต่น้อย ปัจจุบันกลยุทธ์ต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อด้วยการ “ต่อทองปลอม ชนกับทองจริง” ยังคงใช้ได้
โดย...วัลยศ งามขำ
“คดีการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือล่อลวงเกี่ยวกับทรัพย์ยังไม่หมดไป ตราบใดก็ตามที่คนเรายังมีแต่ความโลภ” พ.ต.อ.ศานิตย์ มหถาวร รองผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม ตอกย้ำให้เห็นถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการล่อลวงต้มตุ๋นเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายที่ยังมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น แม้กระทั่งริมถนนที่คนพลุกพล่าน ข้อสันนิษฐานนี้พิสูจน์ได้จากแก๊งคนร้ายที่ยังคงปักหลักหากิน ด้วยกลยุทธ์คลาสสิกอย่างการ “ตกทอง” ทั้งที่การหากินด้วยวิธีผิดกฎหมายแบบนี้จะมีอายุอานามนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม
พ.ต.อ.ศานิตย์ เป็นนายตำรวจที่เคยปราบแก๊งตกทองจนอยู่หมัดเมื่อหลายสิบปีก่อน พยายามชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ “แก๊งตกทอง” หมดช่องทางหากินแม้แต่น้อย ปัจจุบันกลยุทธ์ต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อด้วยการ “ต่อทองปลอม ชนกับทองจริง” ยังคงใช้ได้ และยังมีเหยื่อมากหน้าหลายตาต้องเดินคอตกเข้าร้องเรียนกับตำรวจท้องที่อย่างต่อเนื่องทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด จนทำให้ตำรวจและนักสืบ ต้องวิ่งวุ่นสืบหาต้นตอกันจ้าละหวั่น
เชื่อหรือเปล่า การตกทอง ถือเป็นอาชญากรรมต่อทรัพย์รูปแบบหนึ่ง มีการกระทำความผิดมานานมากกว่า 60 ปี ทุกวันนี้คนร้ายยังสามารถใช้หากินกับเหยื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยคนร้ายจะแทรกตัวอยู่ตามย่านตลาดสด ศูนย์การค้า สถานีขนส่ง และสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน การต้มตุ๋นหลอกล่อเหยื่อจะทำกันเป็นระบบ และเป็นขั้นตอนตามรูปแบบ โดยจะมีคนร้ายราว 2-3 คนต่อกลุ่มแบ่งกันทำหน้าที่อย่างลงตัว
ก่อนการลงมือคนร้ายทั้งหมดจะรวมหัวกันเลือกสถานที่ โดยจะดูจากสถานที่ที่มีทางหนีทีไล่อย่างปลอดโปร่งยากแก่การจับกุม ไม่เจาะจงว่าจะเป็นในเมืองหรือต่างจังหวัด เพราะทุกสถานที่ในบ้านเรามีเหยื่อที่สวมทองอยู่แล้ว เป้าหมายต่อไปคนร้ายจะเลือกเหยื่อที่สวมทองรูปพรรณทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ หรือแหวน และเมื่อสายตาโฟกัสเป้าหมายได้แล้ว เป็นอันว่าคนร้าย 2-3 คนนั้นจะเริ่มเดินเครื่องตามอุบายที่ไว้ อย่างช่ำชองเหมือนพรที่ได้รับจากสวรรค์
เริ่มจากคนร้ายรายแรกจะเข้าประกบเหยื่อ ก่อนที่คนร้ายอีกคนจะนำทองคำปลอม น้ำหนักเริ่มตั้งแต่ 2-5 บาท ไปวางทิ้งไว้ใกล้ๆ กัน การเลือกน้ำหนักทองนั้นจะต้องสัมพันธ์กับทองคำที่เหยื่อสวมใส่อยู่ ในลักษณะที่มากกว่าเล็กน้อย
จากนั้นคนร้ายรายแรกที่เข้าประกบเหยื่อจะทำทีว่าเจอทองตกหล่นอยู่บนพื้นหรือที่ใดที่หนึ่งใกล้กับเหยื่อ
ก่อนที่คนร้ายจะเข้าไปหยิบทองคำที่หย่อนทิ้งไว้แล้วชี้ให้เหยื่อดูก่อนที่จะเดินเข้าไปเก็บ หลังจากนั้นละครฉากใหญ่ก็เริ่มรูดม่านออกแสดงทันที
โดยคนร้ายที่เข้าไปเก็บทองที่เป็นเหยื่อล่อ จะถือทองกลับเข้ามายืนคุยกับเหยื่อด้วยอาการดีอกดีใจในลักษณะที่ว่าเราทั้งสองคนโชคดีมากที่เจอทองคำตกอยู่ เหมือนลาภที่ลอยลงมาโดยไม่ทันล่วงรู้อาจจะเป็นโชคร่วมกันที่เคยทำกันมาแต่ชาติปางก่อน
หลังจากอารัมภบทอยู่นาน ท่ามกลางคนที่เดินผ่านไปผ่านมา คนร้ายก็จะหว่านล้อมด้วยกลอุบายให้เหยื่อตายใจ จากคารมคมคายที่เตรียมมาแบบมืออาชีพ ก่อนที่จะเสนอให้แบ่งทองออกเป็นสองส่วน เพราะทั้งสองคนมีส่วนร่วมในการเจอทองคำที่ตกอยู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นว่าจะแบ่งกันอย่างไร
วินาทีนี้เองที่คนร้ายร่วมแก๊งที่แทรกตัวอยู่ในฝูงชนราว 1-2 คน ก็จะปรากฏตัวขึ้นในลักษณะของตัวประกอบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนร้ายรายแรก คนร้ายที่มาภายหลังนี้จะทำหน้าที่เป็นกรรมการในการแบ่งทองที่พบออกเป็นสองส่วน ด้วยความยุติธรรม และอาศัยความโลภของตัวเหยื่อเองเป็นเครื่องมือที่ทำให้กลยุทธ์นี้เสร็จสมอารมณ์หมาย
โดยหนึ่งในคนร้ายที่รวมหัวอยู่นั้น จะเสนอให้เหยื่อถอดทองคำของจริงที่สวมใส่อยู่ออกให้กับคนร้ายรายแรกไป และเหยื่อก็นำทองคำที่เก็บได้กลับไป จังหวะนี้เองคนร้ายรายแรกจะออกอาการปฏิเสธเล็กน้อย แต่ก็เพียงนิดหน่อยเท่านั้นพอให้สมบทบาทละครต้มตุ๋นฉากใหญ่ เพราะจะอ้างว่าที่ยอมเพราะเสียเวลาจึงยอมเสียเปรียบ แม้ว่าทองคำที่พบจะมีมูลค่ามากกว่าทองคำที่เหยื่อใส่ก็ตาม
“วิธีที่จะทำให้เหยื่อสนใจคือ คนร้ายจะพูดว่าทองที่เหยื่อใส่อยู่น่าจะมีมูลค่าน้อยกว่าทองคำที่เจอ เช่น ทองคำที่เจอหนัก 5 บาท แต่ทองที่เหยื่อใส่อยู่หนักแค่ 2 บาท ก็จะเสนอให้เหยื่อเอาทองเส้นใหญ่กว่าไป เพื่อแลกกับสร้อยทองของเหยื่อ เมื่อเข้าเป้าแล้วคนร้ายทั้งหมดจะใช้จังหวะชุลมุนหลบหนีทันที กว่าที่เหยื่อจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว และกว่าเรื่องจะมาถึงตำรวจคนร้ายก็เปิดก้นไปไหนต่อไหนหมดแล้ว มันจับยากมากครับ” พ.ต.อ.ศานิตย์ ถ่ายทอดเคล็ดลับของแก๊งนรกให้ฟัง
เขายอมรับอาชญากรรมประเภทนี้ตามจับกุมได้ยากมาก และใช้เวลาลงมือไม่นานนัก ส่วนใหญ่แล้วผู้เสียหายมักจะรู้ตัวหลังจากที่เอาทองคำที่เจอไปขายที่ร้านทอง จึงรู้ว่าเป็นของปลอม จากนั้นถึงจะเดินทางไปแจ้งตำรวจ กว่าตำรวจจะสกัดจับคนร้าย มันก็สายเกินไปแล้ว ขณะที่คนร้ายบางรายเมื่อลงมือเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตัวเอง เพื่อให้ยากต่อการสกัดจับกุม จึงทำให้คนร้ายประเภทนี้ยังคงหากินอยู่ได้
พ.ต.อ.ศานิตย์ พาย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นปีที่ “แก๊งตกทอง” กำลังบูมถึงขนาดแฝงตัวอยู่ตามแหล่งชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ และมีเหยื่อนับร้อยพันรายตกเป็นเหยื่อกันอย่างทั่วถึง โดยเมื่อปี 2524 เขามีดาวเพียงดวงเดียวติดอยู่บนบ่าสังกัดโรงพักแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือ ขณะนั้นรับแจ้งจากวิทยุสื่อสารว่ามีคนร้ายน่าจะมีพฤติกรรมตกทอง ออกหากินอยู่ในตลาดกลางเมือง จึงรีบเดินทางไป|ที่เกิดเหตุ และด้วยความรวดเร็วของทีมงาน และเหยื่อได้สติรู้ตัวทันจึงทำให้จับคนร้ายพร้อมของกลางได้ทันท่วงที แต่ได้เพียงคนเดียวผู้ร่วมขบวนการหลบหนีไปได้
หลังจับกุมมาได้ จึงแจ้งข้อหาฉ้อโกงกับผู้ต้องหา แต่เรื่องราวไม่หยุดแค่นั้น ผู้ต้องหากลับวิ่งเต้นให้ผู้บังคับบัญชาช่วยเหลือ และขอตกลงเป็นการส่วนตัว ในลักษณะพยายามจะจ่ายสินบนให้ แต่เขาไม่ยอมเพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก จึงจับคนร้ายดำเนินคดีนี้จนถึงที่สุดจนผู้ต้องหาถูกศาลสั่งจำคุกในข้อหาฉ้อโกงรวม 2 ปี
“การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ ตำรวจต้องเคร่งครัดกับกฎหมาย และต้องมีจิตใจที่เป็นสาธารณะ หากมองเป็นเรื่องชาวบ้านและทำงานเชื่องช้า คนร้ายก็จะก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวตำรวจ” พ.ต.อ.ศานิตย์ ให้ความเห็น พร้อมกับบอกต่อว่า ทุกวันนี้แก๊งตกทองยังมีอยู่ ขณะที่บางแก๊งมีการพัฒนาการเปลี่ยนรูปแบบจากทองคำเป็นสินค้าประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการหลอกขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมดอายุ หรือการปลอมแปลงลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แล้วเอาไปหลอกขายในราคาถูกให้กับเหยื่อ เป็นต้น
อุทาหรณ์เตือนใจก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ ของดีราคาถูก และของฟรีไม่มีในโลก อย่าโลภ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ!!!







