
มหันตภัยที่คืบคลานเข้ามา
มีรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์จากสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังเป็นโรคระบาดในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนา
โดย สมชาย สกุลสุรรัตน์
มีรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์จากสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังเป็นโรคระบาดในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนา สืบเนื่องจากนโยบายการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบของธนาคารกลางสหรัฐ บวกกับปัญหาความไม่มั่นคงทั้งทางด้านการเมืองและการเงินของประเทศเหล่านั้น
รายงานข่าวระบุว่า เงินตราของประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศตุรกีและแอฟริกาได้อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบหลายปี อาร์เจนตินาลดค่าเงินเปโซของตนเอง ทำให้เงินเปโซอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศลดต่ำลง ทั้งประเทศตุรกีซึ่งมีเงินทุนสำรองเหลืออยู่เพียง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าการนำเข้าเพียงประมาณเดือนครึ่ง เงินทุนสำรองของประเทศเวเนซุเอลาลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี และเงินทุนสำรองของอาร์เจนตินาลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศ ส่วนในเอเชีย แม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนก็ยังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบประมาณ 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะกระทบถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศซึ่งส่งวัตถุดิบไปขายให้จีนได้รับผลกระทบไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ลดลง เพราะจีนเป็นผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเขาสรุปว่าการสิ้นสุดลงของยุคการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนและการส่งออกของจีน บวกกับวิกฤตด้านการอ่อนค่าของเงินเปโซอาร์เจนตินา และการไหลออกของเงินทุน คือฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐของเศรษฐกิจประเทศที่กำลังพัฒนาที่เติบโตมาเพราะเงินทุนไหลเข้าจากนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และการส่งสินค้าไปขายให้จีนในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ส่วนประเทศไทย เขาก็ระบุถึงโดยเทียบเคียงกับประเทศยูเครนว่า ความเชื่อมั่นในด้านความมั่นคงทางการเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนาโดยรวมกำลังผุกร่อนลง เพราะการประท้วงอย่างรุนแรงในประเทศทั้งสอง เขาใช้คำว่า Deadly Protests เขาสรุปปัญหาในภาพรวมในรายงานชิ้นนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “ตลาดกำลังลงโทษประเทศที่ใช้นโยบายการปกครองและการเมืองที่ชั่วร้าย”
อ่านแล้วอยากให้ท่านผู้อ่านเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับความจริงที่จะมาปรากฏในอีกไม่ช้าไม่นานนัก และเตรียมความพร้อมที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวให้ผ่านพ้นมรสุมเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมั่นคง ทำงานหนักเพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อออมเงินไว้ใช้เมื่อโอกาสในการหารายได้ลดลง ลดความเสี่ยง ไม่ก่อหนี้เพิ่มอย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อมีปัญหาเรื่องหนี้ ลูกหนี้รายเล็กๆ คือผู้ที่มีโอกาสประนีประนอมขอลดหย่อนหนี้ได้น้อยกว่าลูกหนี้รายใหญ่ๆ ของสถาบันการเงิน
ทำไมผมถึงมองโลกในแง่ร้าย ผมได้พูดและเขียนแสดงความเห็นมานานแล้วว่า ผมไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพราะเงินของคนอื่นจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินว่า ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นเพราะเงินคิวอี มูลค่าตลาด หรือ Market Capitalization ในตลาดหุ้นทะยานขึ้นไปเป็นหมื่นล้านแสนล้าน
ใครถือหุ้นไว้ร่ำรวยไปตามๆ กัน ทั้งๆ ที่เจ้ามูลค่าตลาดนี้คือมูลค่าราคาหุ้นทั้งหมดในตลาดคูณด้วยมูลค่าหุ้นในวันนั้น หุ้นบางตัวอาจมีการซื้อขายจริงเพียง 100 หุ้น แต่ราคาที่ซื้อขายถูกเอาไปคูณด้วยราคาหุ้นทั้งหมดที่จดทะเบียนไว้ในตลาด ทำให้มูลค่าตลาดพุ่งขึ้นไปเหมือนพลุ แมลงเม่าทั้งหลายจึงบินเข้าใส่ ใครรวยหนีออกมาทันก็ออกมาคุยให้เพื่อนฟัง ใครหนีไม่ทันตายไปก็เงียบไปตามระเบียบ บางคนเผลอคิดว่ารวยแล้วเพราะถือหุ้นไว้ รีบไปก่อหนี้ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยช่วยรัฐบาลเพิ่มจีดีพี เป็นพลเมืองดีช่วยชาติ เป็นที่น่าสรรเสริญและน่าสังเวชยิ่งนักที่กลายเป็นเหยื่อของนโยบายคิวอีโดยไม่รู้ตัว เพราะบัดนี้เมื่อทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่กำหนด บรรดากองทุนและนักลงทุนระดับโลกในประเทศที่เจริญแล้ว เขาก็จะถอนเงินทุนคืนกลับเข้าประเทศเพื่อสร้างความเจริญให้กับประเทศของเขาต่อไป
ส่วนประเด็นที่สอง ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะวิเศษเลอเลิศไปกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายที่กำลังชี้ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะนี้ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีโบราณวัตถุและโบราณสถาน มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่แพ้ประเทศของเรา อย่างกรีก ตุรกี และสเปน ยังกลายเป็นคนป่วยของยุโรปได้ ประเทศอาร์เจนตินาและบราซิลเป็นประเทศที่ส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก เคยมีปัญหาและกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจการเงิน เพราะประเทศเหล่านี้ขาดวินัยการเงินและการคลัง เจ็บแล้วไม่จำ เมื่อมีวิกฤตการเงิน ประกาศว่าต่อไปจะเน้นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ให้ความสำคัญต่อเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นที่เข้ามาพักหรือเก็งกำไรจากประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปต่างลืมความเจ็บปวดและเจตนารมณ์ที่เคยประกาศไว้ ถ้าไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองไปหาหนังสือพิมพ์หรือถามคุณกูเกิลดูก็ได้ว่า ใครเคยพูดอะไรไว้หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
เพราะฉะนั้นเมื่อประเทศที่กำลังพัฒนาแล้วตามรายงานข่าวที่ยกมาให้ท่านผู้อ่านทราบข้างต้น มีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลออกเพราะนักลงทุนต่างชาติ และที่สำคัญกว่า คือ คนในประเทศขาดความเชื่อมั่นในเงินตราของตัวเอง พยายามเอาเงินท้องถิ่นไปแลกเงินตราต่างประเทศถือไว้เพื่อความมั่นคงปลอดภัย อย่างเช่นในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการประกาศลดค่าเงินครั้งนี้ลง 12% รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด แต่ไม่สามารถควบคุมได้ และทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เหตุการณ์อย่างนี้อาจลุกลามระบาดมาถึงประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย ถ้า...ที่เกิดจาก “นโยบายการปกครองและการเมืองที่ชั่วร้าย” แตกออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์
ผมว่าประเทศของเราโชคดีนะครับ ที่อย่างน้อยเรามีภูมิต้านทานที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเก็บไว้ค่อนข้างสูง คือประมาณ 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับประเทศที่กำลังมีปัญหาอย่างตุรกี ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่แพ้ไทย มีเงินทุนสำรองเหลืออยู่เพียง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ตรงนี้อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านที่เคยบอกว่าประเทศนี้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากเกินไป ควรเอาไปใช้ลงทุนระยะยาวตั้งกองทุนมั่งคั่ง กลับไปทบทวนความคิดของท่านซึ่งมีผลชี้นำต่อสังคมดูว่า ถ้ามีการนำเงินทุนสำรองของประเทศออกไปใช้ โอกาสแห่งความหายนะของประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเท่าไร ถ้าประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นจากหลักประกันนี้ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันสุดท้ายของประเทศที่เหลืออยู่
ส่วนความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง คือความโชคดีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้การกู้เงินเพื่อนำมาโปะใช้ในโครงการจำนำข้าวอีก 1.3 แสนล้านบาท ต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาอย่างละเอียด มิฉะนั้นไม่มีใครตอบได้ว่าหลังจากการกู้เงินมาเพิ่มอีก 1.3 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลจะต้องกู้เพิ่มอีกเท่าไรเพื่อใช้ในโครงการนี้ หลังจากที่ได้ใช้เงินกู้ไปแล้ว 5 แสนล้านบาท ซื้อข้าวมาเก็บไว้ ซึ่งขายอย่างไรคงไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้หมุนเวียนซื้อหรือรับจำนำข้าวในฤดูการผลิตต่อๆ ไป
(โปรดติดตามตอนจบในสัปดาห์หน้า)







