
ตัวแบบการปฏิวัติ
ชาล์มเมอร์ จอห์นสัน (Chalmers Johnson) ได้สร้างตัวแบบการปฏิวัติไว้หกตัวแบบ หนึ่ง การปฏิวัติลุกฮือของมวลชนชาวนาที่เกิดขึ้นเอง โดยอาจจะมีผู้นำหรือไม่ก็ได้ เป้าหมายในการลุกฮืออาจจะเป็นความต้องการการปฏิรูป ความเชื่อในคำพยากรณ์พิพากษาในทางศาสนา ความเชื่อในยุคทองของอดีตกาล ชาตินิยม สอง แบบที่สองนี้มีความคล้ายคลึงกับแบบแรก แต่เน้นไปที่การปฏิวัติโดยมีความเชื่อในโลกอุดมคติ เช่น ยุคพระศรีอารย์และมักได้รับแรงบันดาลใจโดยประกาศก ผู้มาโปรดหรือผู้มีบุญที่มีชีวิตตัวเป็นๆ อยู่เป็นผู้นำขบวนการ
ชาล์มเมอร์ จอห์นสัน (Chalmers Johnson) ได้สร้างตัวแบบการปฏิวัติไว้หกตัวแบบ หนึ่ง การปฏิวัติลุกฮือของมวลชนชาวนาที่เกิดขึ้นเอง โดยอาจจะมีผู้นำหรือไม่ก็ได้ เป้าหมายในการลุกฮืออาจจะเป็นความต้องการการปฏิรูป ความเชื่อในคำพยากรณ์พิพากษาในทางศาสนา ความเชื่อในยุคทองของอดีตกาล ชาตินิยม สอง แบบที่สองนี้มีความคล้ายคลึงกับแบบแรก แต่เน้นไปที่การปฏิวัติโดยมีความเชื่อในโลกอุดมคติ เช่น ยุคพระศรีอารย์และมักได้รับแรงบันดาลใจโดยประกาศก ผู้มาโปรดหรือผู้มีบุญที่มีชีวิตตัวเป็นๆ อยู่เป็นผู้นำขบวนการ
สาม การปฏิวัติโดยมีเป้าหมายต่อต้านอำนาจรัฐทุกรูปแบบหรือการปฏิวัติอนาธิปไตย ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าใดๆ ที่จะเกิดขึ้น แบบที่สามนี้มีกลิ่นอายของความคิดในเชิงโรแมนติกที่เทิดทูนวิถีชีวิตดั้งเดิม สี่ เป็นการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในรัฐที่รวมศูนย์ที่มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีสภาวะของสังคมเมืองใหญ่ โดยมีเป้าหมายในการล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ระบอบการเมืองและสังคม มุ่งหวังให้เกิดจิตสำนึกใหม่ของความเป็นชาติภายใต้อำนาจรวมศูนย์ของกำลังอำนาจทางทหาร มุ่งให้มีเกิดการจัดสรรทรัพย์สินและอำนาจทางการเมืองขึ้นใหม่ จัดตั้งระเบียบบริหารงานราชการที่มีประสิทธิภาพและระเบียบสังคมที่มีเหตุมีผล เพื่อล้มล้างโครงสร้างเก่าที่เป็นระบบอภิสิทธิ์ ฉ้อฉล เล่นพรรคเล่นพวก
ห้า เป็นการปฏิวัติที่เกิดขึ้นจากการวางแผนอย่างดีของกลุ่มชนชั้นนำหยิบมือหนึ่งภายใต้อุดมการณ์หนึ่งท่ามกลางอุดมการณ์ต่างๆ ในสังคม โดยมุ่งหวังให้เกิดขบวนการทางสังคมอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หก เป็นการปฏิวัติประชาชนที่ประชาชนได้กลายเป็นกองทัพประชาชนติดอาวุธ โดยการจัดตั้งวางแผนอย่างไตร่ตรองตั้งใจโดยกลุ่มผู้นำที่มุ่งมั่นให้เกิดสงครามปฏิวัติมวลชน มุ่งให้เกิดสงครามกองโจรที่ทุกคนอยู่ภายใต้อุดมการณ์และมีทัศนคติทางการเมืองเดียวร่วมกัน ไม่มีลักษณะของยุทธศาสตร์หรือยุทธภัณฑ์ทางการทหาร เพราะประเด็นสำคัญคือการหวังให้เกิดการสนับสนุนจากมวลชนในวงกว้างที่สุด
ที่กล่าวมาเป็น “ตัวแบบทางทฤษฎี” ที่ทำให้สามารถแยกประเภทต่างๆ ได้ แต่ใน “ทางปฏิบัติ” การปฏิวัติแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นจริงอาจมีลักษณะที่ซ้อนทับลักลั่นกันในหกตัวแบบนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตัวแบบของจอห์นสันก็ยังขาดการให้ความสำคัญในมิติของเงื่อนไขของ “เหตุการณ์เฉพาะ” และเงื่อนไขของ “ตัวคน” ในฐานะที่เป็น “ตัวเร่ง” หรือ “ตัวถ่วง” ให้เกิดหรือไม่เกิดการปฏิวัติได้ แม้ว่าจะมีเงื่อนไขที่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในตัวแบบต่างๆ เช่น การลุกฮือของชาวนาภายใต้ความเชื่อในตัวแบบที่หนึ่งอาจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติได้จริงๆ พูดง่ายๆ ก็คือ ในปรากฏการณ์ทางการเมืองของสังคมหนึ่งๆ อาจจะมีเงื่อนไขครบตามตัวแบบใดตัวแบบหนึ่งที่จอห์นสันว่าไว้ แต่ถ้าขาด “ตัวจุด” “ตัวเร่ง” หรือกลับมี “ตัวถ่วง” ก็ไม่เกิดการปฏิวัติ ถ้าเป็นภาษาบ้านเราก็ได้แก่ “น้ำผึ้งหยดเดียว” หรือ “ฟืนเปียก จุดเท่าไรก็ไม่ติด” เป็นต้น
ไม่ว่าจะเป็น “น้ำผึ้ง” หรือ “ฟืน” ก็ย่อมไม่พ้นตัวแปรเรื่อง “การตัดสินใจตั้งใจหรือไม่ตัดสินใจไม่ตั้งใจทำอะไร” ของ “คน” ไม่ว่าจะเป็น “คนคนเดียว” หรือ “คนหมู่มาก” การตัดสินใจตั้งใจไม่ตัดสินใจไม่ตั้งใจของ “คนคนเดียว” มีผลมากต่อสถานการณ์ ไม่ว่าในทางเร่งหรือถ่วง ก็ย่อมจะได้แก่ ผู้นำทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การตัดสินใจไม่ตัดสินใจของคนธรรมดาจะไม่สามารถส่งผลได้ เช่น คนคนหนึ่งตัดสินใจหยิบปืนขึ้นมายิงใครสักคนหรือยิงใส่ฝูงชน กล่าวได้ว่า เขาคือผู้ที่ออกยิงจากการตัดสินใจโดยลำพังตัวเอง หรือเขาคือผู้ที่ถูกจัดตั้งและได้รับคำสั่งให้มากระทำการดังกล่าว ซึ่งในกรณีหลังนี้จะเป็นการตัดสินใจโดยลำพังบริสุทธิ์ใจหรือไม่ก็ได้ ในกรณีไม่บริสุทธิ์ก็คือ ทำไปเพราะรับอามิสสินจ้างหรือมีรางวัลตอบแทน ในกรณีแรก แม้ว่าจะไม่มีใครสั่งเขา ขณะเดียวกัน การตัดสินใจดังกล่าวอาจเกิดจากแรงขับภายใต้บริบทของการปั่นกระแสความเกลียดชัง เขาจึงเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่เต้นไปตามกระแสที่มี “ใครหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม” ปลุกปั่นสร้างขึ้น ในแง่นี้ แม้ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ไปฆ่าใคร แต่ “ใครหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม” ที่ว่านี้ย่อมต้องรับผิดต่อการปลุกปั่นสร้างกระแสให้เกิดขึ้น และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองให้ดีขึ้นหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่ มันอาจจะเกิดหรือไม่เกิด จะรุนแรงหรือไม่รุนแรง ก็คงขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” และ “คนธรรมดา” ด้วยว่าจะตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจทำอะไรในสภาวการณ์เช่นนี้ และสภาวการณ์ดังกล่าวคือสภาวะอย่างที่นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งเคยกล่าวว่าตัวเขา “เคยอยู่ในห้วงภวังค์ที่สำคัญที่สุดของการที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคนที่อยู่ในสถานะอำนาจที่จะกำหนดให้อารมณ์การปฏิวัตินำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงและการทำลายล้าง หรือให้อารมณ์ปฏิวัตินั้นนำไปสู่การลงตัวด้วยสันติและการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์” (L. Stone, The Causes of the English Revolution 1529-1642)







