
ฉันทามติราชดำเนิน
หน้าต่างแห่งโอกาสที่เปิดออกแล้วต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้พลังพลเมืองถูกนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ
หน้าต่างแห่งโอกาสที่เปิดออกแล้วต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้พลังพลเมืองถูกนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ การยกระดับการชุมนุมเวทีราชดำเนินจึงควรเป็นการรวมคนในชาติให้เป็นพลังเปลี่ยนแปลงประเทศ
การต่อสู้ให้ได้ชัยชนะตามคำประกาศของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะแกนนำจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรคาอยู่แค่เรื่องปริมาณมวลชน เพราะจำนวนจะมากมายแค่ไหนไม่สำคัญเท่าการแปลงจำนวนไปลงมือผลักประเทศไปข้างหน้า
เราเสนอว่า มวลชนไทยตื่นทั้งหลายควรร่วมกันออกประกาศฉันทามติราชดำเนิน หรือ Ratchadamnoen Concensus เพื่อนำเสนอให้ภาคส่วนต่างๆ ยื่นมือออกมาช่วยนำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง ไม่ว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง พรรคการเมืองทุกพรรค สถาบันการศึกษา เอกชน และภาคส่วนอื่นๆ ฯลฯ
ภาคประชาชนต้องเป็นเจ้าภาพกำหนดวิธีการดำเนินการเชิญองค์กร สถาบัน และคณะบุคคลผู้มีส่วนได้เสียข้างต้นร่วมลงสัตยาบันเป็นสัญญาประชาคมที่จะร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ จะเป็นข้อเสนอปฏิรูปการเมืองหรือรูปแบบอื่นใดให้ไปตกลงกัน
ประการต่อมา พลเมืองผู้ตื่นรู้ยังคงต้องรักษาพลังที่ร่วมกันสร้างไปทำหน้าที่ต่อ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือชุมชนของตนให้ทั่วทุกพื้นที่ หากพบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบิดเบี้ยวข้อตกลง ไม่อยู่ในหน้าที่หรือดำเนินนโยบายโดยไม่ฟังประชาชนอีก ทุกคนต้องพร้อมลุกขึ้นมาเป่านกหวีดในทันที ทุกที่ ทุกเวลา
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามฆาตกรรมร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มิให้ถูกทำคลอดออกมาได้อีก ครบกำหนดวันที่ 180 เมื่อใด พลังกลุ่มนี้ต้องพร้อมกันกดดันทวงถามสัญญาจากพรรคร่วมรัฐบาล
หากสัญลักษณ์การต่อสู้ในครั้งนี้ถูกแปลงเป็นประกาศมติมหาชนที่มีรูปธรรม มีทุกฝ่ายตกลงปลงใจร่วมเดินในแนวทางนี้แล้ว ก็ถึงเวลาแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
นี่คือชัยชนะยกแรกที่สามารถได้ข้อตกลงร่วมกันและรักษาไว้ซึ่งการชุมนุมอันสงบ สันติ ไม่เปิดทางให้ความรุนแรงฆ่าไทยด้วยกัน
ชัยชนะยกแรกจึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่แกนนำบนถนนราชดำเนินต้องกล้าตัดสินใจ เปิดใจรับฟังให้หลากหลายและกว้างขวาง
เมื่อขยับจากปริมาณสู่เป้าหมายที่ชัดเจน จุดเริ่มการเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่จะชัดขึ้น ประวัติศาสตร์ราชดำเนินจะมีคุณค่า และมองเห็นความหวังการต่อสู้ของประชาชน
หากการยกระดับเพื่อชัยชนะระยะใกล้แค่ขับไล่ตัวบุคคลและรัฐบาลคณะหนึ่ง สารพัดปัญหาในประเทศนี้ไม่มีวันถูกชำระล้างให้จบสิ้น
ท้ายที่สุด พวกเราและลูกหลานไทยต่างหากที่ต้องแบกรับความพ่ายแพ้ในวันนี้และในภายภาคหน้า
ท้ายที่สุด สังคมเรายังต้องเวียนว่ายอยู่กับวาทกรรม โง่ จน เจ็บ และสารพัดโกงกันต่อไป ประวัติศาสตร์พลเมืองที่ร่วมกันสร้างใน พ.ศ. 2556 ก็ไม่มีความหมายใด







