
พระธรรมวิมลโมลี (รุ่น) ทายาทผู้สานต่อปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
8...สมาน สุดโต
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ปี พ.ศ. 2552 พระเทพปริยัติเมธี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ เจ้าคณะภาค 17 และหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมวิมลโมลี
ผมได้ฟังประวัติของท่านด้วยความสนใจมาตลอด เพราะทราบว่าท่านเป็นพระที่หลวงพ่อปัญญานันทะไปขอตัวมาจากวัดอรุณราชวราราม เพื่อให้เป็นทายาท จึงต้องการทราบเพิ่มเติมว่า ในฐานะทายาทนั้นต้องสานต่อปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทะด้านใดบ้าง จนกระทั่งวันที่ 16 ก.พ. ปี พ.ศ. 2553 จึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์ก่อนที่ท่านจะเทศน์ในงานศพภายในวัด ตามประเพณีปฏิบัติที่ท่านปัญญานันทะวางระบบไว้
ประวัติย่อ
ก่อนอื่นมาทราบประวัติโดยย่อก่อน
ท่านมีชื่อเดิมว่า รุ่น นามสกุล รักษ์วงศ์
เกิดวันที่ 24 ม.ค. ปี พ.ศ. 2490 ที่บ้านลำภายตีน ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง บรรพชาอุปสมบท วันที่ 28 มิ.ย. ปี พ.ศ. 2510 ณ วัดธาราสถิตย์ ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง
ส่วนวิทยฐานะนั้น จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่ออุปสมบทแล้วสอบได้นักธรรมชั้นเอก และปี พ.ศ. 2523 สอบได้ ป.ธ.9 ในสำนักเรียนวัดราชสิทธาราม กทม. พ.ศ. 2549
สำเร็จการศึกษาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กทม.
งานการปกครอง ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดกุฏยาราม จ.ตรัง ปี พ.ศ. 2516 และได้ขอลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2522 เพื่อไปศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ชั้นประโยค ป.ธ. 89 ที่ กทม. โดยอยู่จำพรรษา ณ วัดราชสิทธาราม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2525 เป็นพระอนุจรติดตาม พระราชสังวรวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม ที่ได้รับพระบัญชาให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม
ปี พ.ศ. 2523 ไปจัดการศึกษาที่อุตรดิตถ์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอลับแล เคยเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอพิชัย จ.อุตรดิตถ์ ปี พ.ศ. 2532 ได้รับพระบัญชาฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 17 ปี พ.ศ. 2532 กลับมาอยู่วัดอรุณฯ รุ่งขึ้นเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และได้ขอลาออกในปี พ.ศ. 2537 เพื่อย้ายไปอยู่ ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ตามหนังสือขอตัวของ พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์
ทายาทผู้สานปณิธาน
เมื่อหลวงพ่อปัญญานันทะมรณภาพ จึงรักษาการเจ้าอาวาสในวันที่ 11 ต.ค. ปี พ.ศ. 2550 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ปี พ.ศ. 2551 จึงถือว่าท่านเป็นศิษย์เอกท่านปัญญานันทภิกขุรูปหนึ่ง ในการให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ท่านเล่าว่า มีภาระที่จะต้องสืบสานปณิธานท่านปัญญานันทะ 34 เรื่อง
1.เรื่องสร้างอุโบสถกลางน้ำ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย ซึ่งมีความก้าวหน้ามาก อยู่ในขั้นประดับตกแต่ง ติดตั้งช่อฟ้า ใบระกา เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเท่านั้น อุโบสถนี้จ่ายค่าก่อสร้างไปแล้ว 143 ล้านบาท ตั้งแต่หลวงพ่อเริ่มสร้างถึงปี พ.ศ. 2552
2.สร้างศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ โดยนำโรงพยาบาลกรมชลประทานเข้าสังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต่อไปจะเป็นสถาบันปัญญานันทภิกขุ ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์
3.การสร้างโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องยาว แต่ด้วยเป็นปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทะ ทุกอย่างก็เดินหน้าด้วยดี และโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่หลวงพ่อปัญญานันทะปรารภถึงว่าจะสร้างก่อนมรณภาพไม่กี่วัน ปณิธานข้อสุดท้ายคือ เรื่องธรรมทายาท คือการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนแท้จริงของพระพุทธเจ้า
รพ.ศรีนครินทร์
ท่านเล่าเรื่องสร้างโรงพยาบาลศรีนครินทร์ว่า เมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้ว อาตมาก็ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้อนุมัติ ตอนนั้น นพ.มงคล ณ สงขลา เป็น รมว.สาธารณสุข ท่านเคยเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน มีความคุ้นเคยและเคารพในหลวงพ่อมาก เมื่อทราบความประสงค์และปณิธานของหลวงพ่อ ท่านจึงอนุมัติให้สร้างได้ ประกอบกับโชคดีที่โยมถวายที่ดิน 35 ไร่ เพื่อสร้างโรงพยาบาล
เมื่อได้ที่ดินแล้วจึงบอกหมอมงคลว่าต้องโอนเงินไปให้นะ มิเช่นนั้นอาตมาเสียชื่อแน่ถ้าไม่ได้สร้าง แต่พอจะสร้างเข้าจริงๆ งบประมาณ 26 ล้านบาท ไม่พอสร้างแม้แต่หลังเดียว เพราะราคาค่าก่อสร้างขึ้นไป 29.2 ล้านบาท อาตมาจึงหาเติมไป 3 ล้านกว่าบาท พอดีโทรทัศน์ช่อง 9 เป็นแกนกลางรับเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่วัดบ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ได้เงิน 21 ล้านบาท โดยทางวัดให้นำเงินมาสร้างโรงพยาบาลตามที่ตกลงกันไว้
เมื่อเซ็นสัญญาก่อสร้าง ทางราชการเซ็นได้เพียงหลังเดียว เพราะมีงบประมาณแค่ 26 ล้านบาท อาตมาเติม 3 ล้านกว่าบาท ให้ครบ 29 ล้านบาท อาตมาเสนอว่าที่เหลือที่จะต้องสร้างมีอาคารผู้ป่วยใน โรงหุงต้ม โรงซักฟอก บ้านพักพยาบาล 3 ชั้น 1 หลัง บ้านพักแพทย์ 3 หลัง ให้เซ็นสัญญากับอาตมาในฐานะเจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ ถ้าบริษัทเชื่อใจก็สร้าง หากไม่เชื่อใจก็ไม่ต้องสร้าง โดยท่านจะค่อยๆ ผ่อนส่ง บริษัทก็ตกลง จึงเซ็นสัญญากับอาตมาวงเงิน 30 กว่าล้านบาท ถึงขณะนี้ฝ่ายก่อสร้างว่าจะสร้างเสร็จในเดือน มี.ค. ปี พ.ศ. 2553 แต่ถึงกระนั้นก็ยังเปิดไม่ได้ เพราะสะพานเชื่อมต่ออาคารยังไม่มี ระบบสุขาภิบาลยังไม่ได้ทำ แต่ไม่หนักใจ ทราบว่าได้รับงบประมาณจากทางราชการแล้ว 17 ล้านบาท
เมื่อทุกอย่างเดินหน้า เชื่อว่า (หากเป็นไปได้) จะให้เปิดทดลองเดือน พ.ค.นี้ ทั้งนี้เพราะวันที่ 11 พ.ค. เป็นวันเกิดหลวงพ่อปัญญานันทะ
เมื่อถึงวันเกิดหลวงพ่อจะจัดให้มีการทอดผ้าป่าเพื่อระดมทุน โทรทัศน์ช่อง 9 อสมท จะเป็นแกนนำ มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเป็นเจ้าภาพร่วม
สิ่งที่ยังขาดขณะนี้ คือ เครื่องมือแพทย์มูลค่าประมาณ 28.8 ล้านบาท ตามตัวเลขที่ปลัดกระทรวงให้มา ในส่วนนี้ต้องอาศัยญาติโยมชาวบ้านให้ช่วยสนับสนุน
โรงพยาบาลที่สร้างเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะ อ.ศรีนครินทร์ ยังไม่มีโรงพยาบาล แม้ว่าจะเป็นอำเภอที่มีเศรษฐกิจดี เพราะมีสวนยางพารามาก และเป็นอำเภอที่มีหลายตำบล ประชาชนมีมาก เป็นอำเภอสุดท้ายของ จ.พัทลุง
โรงพยาบาลนี้มีชื่อว่า โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (ปัญญานันทภิกขุ) เพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จย่าที่เคยเสด็จฯ มาอำเภอนี้ เป็นอำเภอเดียวทางภาคใต้ที่ใช้พระนามสมเด็จย่า และถือว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่สร้างในนามหลวงพ่อปัญญา
ตั้งสถานีวิทยุเผยแผ่ธรรมะ
เมื่อพูดถึงปณิธานด้านธรรมทายาท การฝึกการเทศน์ การเผยแผ่ และการบำรุงรักษาวัดนั้น ท่านได้ตั้งสถานีวิทยุขึ้นในวัดชลประทานฯ คลื่น FM 104.75 และเปิดดำเนินการมาเกือบปีแล้ว สถานีวิทยุนี้สานต่อปณิธานหลวงพ่อ วันหนึ่งเปิดเทปเสียงหลวงพ่อ 2 ชั่วโมง รวมทั้งฝึกพระในวัดที่เป็นมหาเปรียญให้รู้จักจัดรายการธรรมะ สลับกับรายการศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ส่วนการจัดอุปสมบทประจำเดือนก็มีเป็นปกติ แต่จำนวนผู้ขอเข้าอุปสมบทจะมากกว่าเก่า เช่น เดือน ธ.ค. ปี พ.ศ. 2552 จัดบวช 2 ครั้ง ในจำนวนนั้นนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นประธาน มีผู้เข้าอุปสมบท 104 รูป วันที่ 25 ธ.ค. มีผู้เข้าอุปสมบท 100 รูป ในเดือน ก.พ. รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นประธาน มีผู้เข้าอุปสมบท 82 รูป
เมื่อมีผู้มาอุปสมบทมาก ทางวัดจัดให้เข้าโครงการถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ตามที่มหาเถรสมาคมให้นโยบายมา และในการอุปสมบทแต่ละครั้งทางวัดจะเชิญนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมาร่วมด้วย
ผู้ที่อุปสมบทนอกพรรษา จะอุปสมบทประมาณ 15 วัน หรือมากกว่า แต่ทางวัดจัดการอบรมให้ทุกรูป นอกจากได้รับการอบรมที่วัดนี้แล้ว 7 วันสุดท้ายก่อนลาสิกขาจะส่งไปอบรมและเข้ากรรมฐานที่สวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี
ผมถามว่าทำไมจึงมาอยู่วัดชลประทานฯ พระเดชพระคุณ ซึ่งเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมวิมลโมลี เมื่อ 5 ธ.ค. ปี พ.ศ. 2552 บอกว่า หลวงพ่อปัญญานันทะไปขอตัวมา
หลวงพ่อปัญญาขอตัว
ก่อนมาอยู่วัดชลประทานฯ ท่านมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม วันหนึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะไปหาถึงกุฏิ บอกถึงความประสงค์ ทำหนังสือขอตัวจากเจ้าอาวาสให้มาช่วยงานที่วัดนี้ ตอนนั้นเป็นเจ้าคุณแล้ว เป็นที่พระเมธีวราภรณ์ เป็นรองเจ้าคณะภาค
โดยหลวงพ่อปัญญาว่าอยู่ที่นี่ (วัดอรุณฯ) ไม่มีงานทำ ไปอยู่กับหลวงพ่อดีกว่า
จากนั้นท่านทำหนังสือถึงพระธรรมสิริชัย เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ในขณะนั้น เพื่อขอตัวมาอยู่วัดชลประทานฯ จึงมาอยู่ที่นี่ในปี พ.ศ. 2536
เมื่อมาอยู่ได้รับมอบหมายให้จัดการด้านปริยัติธรรมและการบวชนาค เพราะหลวงพ่ออายุมากแล้ว บางครั้งแสดงธรรมแทนท่านในที่ที่ท่านไม่สะดวกที่จะไป
ท่านเป็นเปรียญ 9 ประโยค ตั้งแต่อยู่วัดราชสิทธาราม เมื่อปี พ.ศ. 2522 ทางคณะสงฆ์ส่งไปอยู่อุตรดิตถ์เปิดสำนักเรียนวัดคลองโพธิ์ อยู่ที่นั่น 10 ปี สร้างมหาเปรียญหลายองค์ เมื่อมาอยู่วัดชลประทานฯ ก็สร้างเปรียญ 9 ได้หลายรูปเช่นกัน
รักษาธรรมเนียมวัด
เมื่อได้เวลา 19.00 น. ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ดังที่หลวงพ่อปัญญานันทะได้สร้างบรรทัดฐานจนมีชื่อเสียง คือ การแสดงธรรมเทศนาในงานศพก่อนที่จะมีการสวดพระอภิธรรม
เมื่อท่านขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ท่านเชื้อเชิญญาติโยมให้ขึ้นมานั่งบนศาลา พร้อมกับบอกให้ผู้ที่อยู่ในศาลายืนขึ้นและพนมมือเมื่อประธานในพิธีจุดธูปเทียน จากนั้นท่านก็นำไหว้พระ โดยให้ทุกคนสำรวมจิตนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า
เมื่อนำไหว้พระเสร็จให้ทุกคนว่าเสียงดังๆ เมื่อสมาทานศีล เพราะไม่ได้มาวัดทุกวัน จากนั้นท่านใช้เวลาแสดงพระธรรมเทศนาประมาณ 40 นาที จบแล้วพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม 1 จบ เจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระยะถา สัพพี ญาติโยมกรวดน้ำ
งานสวดพระอภิธรรมศพในวัดชลประทานฯ เสร็จสิ้นในเวลา 20.00 น. เศษ แบบเรียบง่าย แต่ได้ธรรมะและบุญกุศลกลับบ้าน
สรุปว่า ท่านเป็นทายาทที่รับมรดกทางธรรมของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมาปฏิบัติ ตลอดถึงสานต่อปณิธานหลวงพ่อโดยไม่บกพร่องอีกด้วย







