posttoday
ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม

ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม

07 พฤศจิกายน 2556

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

สุดท้ายก็ต้องยอม “ถอย” เมื่อเส้นทางการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตีบตันเกินกว่าจะดึงดันฝ่า “กระแสสังคม” ลุยกฎหมายล้างผิดแบบเหมาเข่งไปจนสิ้นสุดกระบวนการ

แต่บรรยากาศ “อึมครึม” ของการเมืองนอกสภาดูจะยังไม่คลี่คลายลงไปทันทีทันใด แม้จะเห็นสัญญาณถอยกับท่าทีของรัฐบาลที่เตรียมพาดบันไดหาทางลง

เพราะลีลา “สับขาหลอก” ในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นบทเรียนที่ทำให้หลายฝ่ายยังไม่อาจเชื่อใจรัฐบาลได้แบบสนิทใจว่าจะยอมถอยแบบสุดซอย

แม้ท่าทีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาแถลงยอมจำนนแต่โดยดี พร้อมโยนเผือกร้อนไปให้ “วุฒิสภา” เป็นผู้ชี้ขาดว่าจะคว่ำร่างกฎหมายนี้หรือไม่

สอดรับกับท่าทีของวุฒิสภาที่ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา กระโดดออกมาแถลงว่าสภาสูงจะคว่ำกฎหมายฉบับนี้เพื่อเป็นทางออกยุติความขัดแย้งของสังคม

แต่ทั้งม็อบประชาธิปัตย์และม็อบอุรุพงษ์ ยังไม่ได้ปรับลดดีกรี เตรียม “ลดระดับ” การชุมนุม ตรงกันข้ามกลับเร่งเกมเตรียมลุยต่อเนื่อง

ด้านหนึ่ง “ม็อบประชาธิปัตย์” ที่ปักหลักอยู่ถนนราชดำเนิน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศชุมนุมต่อเนื่อง เพราะยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะถอยสุดซอย

พร้อมตั้งเงื่อนไขให้รัฐบาลออกมายืนยันว่าจะไม่นำร่างกลับมาหลังครบ 180 วัน หากในชั้นวุฒิสภาลงมติคว่ำไม่เห็นชอบในวาระ 1

และยื่นเงื่อนไขต้องถอน 6 ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและปรองดองที่ค้างอยู่ในวาระประชุมสภาออกทั้งหมด เพื่อ “ตัดตอน” ไม่ให้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้ในช่วงระหว่าง 180 วัน หรือหลังจากนั้น

เมื่อ “ประชาธิปัตย์” อ่านเกมแล้วยังเห็นว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยนี้ตกไป แต่ยังมีหัวเชื้อเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันบรรจุอยู่ในวาระสภา ซึ่งพร้อมจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้ตลอดเวลา ได้แก่ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ทั้งหมด 5 ฉบับ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สามารถ แก้วมีชัย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นิยม วรปัญญา และ พีรพันธุ์ พาลุสุข และอีก 1 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ของ นิยม วรปัญญา

ที่สำคัญ ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับนี้อาจเป็น “หัวเชื้อ” นำไปสู่การ “ตัดต่อพันธุกรรม” ดันการล้างผิดตามแผน “เซตซีโร่” ซ้ำรอยเดิมได้ตลอดเวลา

ยิ่งในจังหวะที่มวลชนฝั่ง “ประชาธิปัตย์” ถูกปลุกเร้าจนจุดกระแสติดแล้ว การจะตัดสินใจ “ยุติชุมนุม” ในช่วงเวลานี้อาจน่าเสียดาย กับน้ำพักน้ำแรงที่ทำมาทั้งหมด

อย่าลืมว่ามีแนวทางที่วางหมากเตรียมยกระดับจากค้านกฎหมายนิรโทษกรรมไปสู่การขับไล่รัฐบาลในจังหวะเวลาที่สุกงอม ซึ่งต้องปิดตายลงไป และเป็นเรื่องยากที่จะปลุกกระแสให้กลับมาเหมือนเช่นนี้อีกครั้งในวันข้างหน้า

ทางฝั่ง “เพื่อไทย” อ่านเกมแล้วเห็นว่า “เกมยื้อ” ที่เสนอเงื่อนไขเช่นนี้ เป็นการเลี้ยงกระแสรอดูท่าทีว่าจะยกระดับเป็นการชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลต่อไปหรือไม่

ท่ามกลางกระแสมวลชนอันเชี่ยวกราก คงไม่ใช่เรื่องดีที่เพื่อไทยจะยอมเล่น “เกมเสี่ยง” จำเป็นต้องออกมา “ถอดสลัก” ความขัดแย้งที่อาจบานปลายกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

เริ่มตั้งแต่การประกาศถอนร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 6 ฉบับที่จะดำเนินการได้ในการประชุมสภาวันพุธหน้า พร้อมออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะปล่อยให้กฎหมายล้างผิดเหมาเข่งนี้ตกไปไม่หยิบขึ้นมายืนยัน หากวุฒิสภายับยั้งในวาระ 1 และส่งกลับมายังสภา

แรงกดดันจึงย้อนกลับมาอยู่ที่ “ประชาธิปัตย์” ว่าจะแข็งขืนลากยาวการชุมนุมและพัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลหรือไม่

เพราะเวลานี้เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งผนึกกำลังกับกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) โดยมีอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเตรียมเคลื่อนไหว

วางคิวไว้ชัดเจนวันนี้ 10.00 น. แต่ยังอุบไต๋ว่าจะไปสภา ทำเนียบ หรือพื้นที่ไหน หลังจากวอร์มรอจังหวะเวลาสุกงอมมาได้สักพัก

ระหว่างนี้จนถึงวันจันทร์ที่ 11 พ.ย.นี้ จึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่ากระแสมวลชนนับจากนี้จะพัฒนาขับเคลื่อนไปในทิศทางใด

เนื่องจากไม่ใช่มีแค่ประเด็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่านั้น แต่วันดังกล่าวศาลโลกยังนัดฟังคำพิพากษาคดีที่กัมพูชายื่นให้ตีความคำพิพากษาปี 2505 ที่ผลของคำตัดสินที่ออกมาจะมีนัยสำคัญมากกว่ามติวุฒิสภา ที่รู้อยู่แล้วว่าคว่ำ พ.ร.บ.ฉบับนี้แน่นอน

แต่ผลของคำพิพากษาของศาลโลก ถ้าหากออกมาในแนวทางที่เป็นลบกับประเทศไทย หรือนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ย่อมเป็นชนวนที่จะถูกปลุกให้การเมืองข้างถนนร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อประเด็นเรื่องเสียดินแดนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวยิ่ง ท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ดูจะไม่เอาจริงเอาจังในการต่อสู้คดี หากเกิดพลาดพลั้งผลตัดสินออกมาทำให้ไทยเสียเปรียบ ย่อมทำให้มวลชนที่ “วอร์มรอ” อยู่เวลานี้ เปิดหน้ายกระดับการชุมนุมได้ไม่ยากเย็น

นั่นย่อมเป็นความเสี่ยงของรัฐบาลที่วันที่ 11 พ.ย.นี้จะได้รู้กัน

เมื่อประเมินรอบด้านแล้วโอกาสที่ม็อบจะลุยยืดเยื้อเปิดเกมขับไล่รัฐบาลจนสุดซอยต่อไปมีสูง โดยเฉพาะกลุ่ม คปท.ที่ประกาศขับไล่รัฐบาลมานานแล้วจะเป็นตัวชูโรง ส่วนคณะ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ รอวัดกระแสหลังวันที่ 11 พ.ย.นี้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่