
"หม่อมอุ๋ย" ยื่นปปช.สอบจำนำข้าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการติดตามความคืบหน้าของโครงการรับจำนำข้าว ในราคาสูงด้วยความวิตกว่าจะเกิดผลสูญเสียต่องบประมาณของประเทศชาติเป็นจำนวนมาก และจะมีการคอร์รัปชั่นกันมากมายจากการรวบรวมข้อมูล ที่หน่วยราชการประกาศออกมา จากข้อมูลในวงการค้าของเอกชน และจากการสำรวจข้อมูลจากชาวนาเพิ่มเติม สามารถสรุปผลของการรับจำนำข้าวใน 2 ปีที่ผ่านมาได้ดังนี้ (ตาราง)
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการติดตามความคืบหน้าของโครงการรับจำนำข้าว ในราคาสูงด้วยความวิตกว่าจะเกิดผลสูญเสียต่องบประมาณของประเทศชาติเป็นจำนวนมาก และจะมีการคอร์รัปชั่นกันมากมายจากการรวบรวมข้อมูล ที่หน่วยราชการประกาศออกมา จากข้อมูลในวงการค้าของเอกชน และจากการสำรวจข้อมูลจากชาวนาเพิ่มเติม สามารถสรุปผลของการรับจำนำข้าวใน 2 ปีที่ผ่านมาได้ดังนี้ (ตาราง)
ข้อมูลที่นำเสนอข้างต้นนี้ คิดจากพื้นฐานของ ข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้โดยข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐมีอยู่ แม้แต่ผลการปิดบัญชีของคณะทำงานของรัฐ ก็สอดคล้องกับตัวเลขผลสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น
เมื่อเริ่มโครงการนี้ในเดือน ต.ค. 2554 ท่านนายกฯ คงมองไม่เห็นว่าจะเกิดผลสูญเสียต่องบประมาณของชาติมากมายขนาดนี้ เพียง 2 ปี สูญเสียไปแล้วไม่น้อยกว่า 4.25 แสนล้านบาทในขณะที่ชาวนาได้รับผลประโยชน์ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่มีผู้อื่นที่มิใช่ชาวนาใช้ช่องโหว่ทำการคอร์รัปชั่นหาประโยชน์เข้าตนเองไปมากกว่า 1.1 แสนล้านบาท ในเวลา 2 ปี กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถสกัดกั้นการหาประโยชน์หรือคอร์รัปชั่นในโครงการนี้ได้เลย
“เมื่อได้รับทราบข้อเท็จจริงเช่นนี้แล้ว ถ้าท่านนายกฯยังเชื่อบุคคลที่อยู่รอบข้าง ยินยอมให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปเป็นปีที่ 3 (2556/57) ก็เท่ากับว่าท่านกำลังปล่อยให้มีการบริหารงานแผ่นดินในลักษณะที่เกิดความเสียหายต่องบประมาณของชาติจำนวนสูงทั้งๆที่รู้แล้วว่าจะเสียหายเช่นนั้น”
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายจากการ เน่าเสียของข้าว ก็ควรใช้วิธีช่วยเหลือชาวนาในลักษณะที่มิได้ไปดึงดูดให้ข้าวมารวมกันอยู่ในมือของรัฐบาล แต่ควรให้มีการค้าขายข้าวผ่านระบบการค้าของเอกชน
วิธีการช่วยเหลือที่จะให้เกิดผลดังกล่าวนั้น รัฐบาลของท่านได้เริ่มนำมาใช้แล้วในกรณีของยางพาราที่จ่ายเฉพาะส่วนเพิ่มที่ต้องการให้ชาวสวนยางได้รับโดยตรง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นหาประโยชน์ได้ และระบบการค้ายางก็ยังดำเนินการไปตามปกติ ไม่ได้ดึงดูดยางเข้ามาอยู่ในมือของรัฐ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการขาดทุนหรือคอร์รัปชั่นในช่วงขายออก
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ได้เริ่มใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนาสำหรับข้าวจำนวน 890,000 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนสุดท้ายที่ให้ความช่วยเหลือในปีการผลิต 2555/56 นี้เอง โดยจ่ายเข้าบัญชีชาวนาโดยตรง เฉพาะผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจำนวน 2,500 บาทต่อเกวียนเท่านั้น ไม่ได้รับจำนำในราคา 15,000 บาทต่อเกวียนแต่อย่างใด
“ผมจึงใคร่ขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่สายเกินไปที่จะยกเลิกวิธีการรับจำนำ แล้วหันมาใช้วิธีจ่ายผลประโยชน์ส่วนเพิ่มให้ชาวนาโดยตรงแทน”
นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ว่ามีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ กรณีให้บริษัท สยามอินดิก้า ซึ่งเป็นบริษัทที่ล้มละลายเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในเรื่องของการรับซื้อข้าว โดย ป.ป.ช.ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบ และอยู่ระหว่างตั้งคณะ อนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลเห็นว่ามีข้อมูลและรายละเอียดที่แตกต่างไปจากคำร้องเดิม
โดยกำหนดยอดสูงสุดต่อครัวเรือน และตั้งกฎเกณฑ์ให้กระจายไปถึงครัวเรือนที่มีฐานะยากจนเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าท่านทำได้เช่นนี้ ท่านก็จะได้ชื่อว่าทำงานสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลป้องกันไม่ให้เงินของแผ่นดินต้องสูญเสียมากเกินความจำเป็น และยังสามารถช่วยชาวนาได้ทั่วถึงมากขึ้นอีกด้วย
ขอแสดงความนับถือ
วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงโครงการจำนำข้าว เปิดเผยว่า การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมากโดยทางคณะอนุกรรมการไต่สวนจะมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อป.ป.ช. รวมไปถึงบุคคลที่โอนเงินเข้าบัญชีและซื้อแคชเชียร์เช็คด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอข้อมูลแคชเชียร์เช็ค ซึ่งเหลืออีก 2 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพจำนวน 75 ฉบับ และธนาคารไทยพาณิชย์จำนวน 35 ฉบับ ถ้ายังไม่ส่งข้อมูลมาให้ ทางป.ป.ช.ก็จำเป็นจะต้องใช้อำนาจในการเรียกข้อมูลมาตรวจสอบเอง
นายวิชา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ยื่นคำร้องขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ว่ามีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่หรือไม่กรณีให้บริษัทสยามอินดิก้า ซึ่งเป็นบริษัทที่ล้มละลายเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในเรื่องของการรับซื้อข้าว โดยป.ป.ช.ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบ และอยู่ระหว่างตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลเห็นว่ามีข้อมูลและรายละเอียดที่แตกต่างไปจากคำร้องเดิม
“ยืนยันว่าทางจะเร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานว่าจะสามารถให้ข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ โดยขณะเดียวกันทางป.ป.ช.ยังได้มีการส่งเรื่องให้ประเทศจีนได้ตรวจสอบว่าเป็นบริษัทที่อ้างว่าเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจนั้นจริงหรือไม่ ดังนั้นก็ต้องรอประเทศจีนส่งข้อมูลกลับมา อย่างไรก็ตามเราได้ตั้งเป้าไว้ว่าเดือน พ.ย.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเฉพาะในส่วนของข้อมูลการระบายข้าวว่าเป็นการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจีหรือไม่” นายวิชา กล่าว







