อะไรเป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย
เมื่อปัญหา 80% ที่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจไม่ได้รับการแก้ไข นักลงทุนต่างชาติที่อยากเข้ามาลงทุน จะเข้ามาไหม
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ เหลือร้อยละ 23 และจะลดลงเฉลี่ยร้อยละ 20 ในปีนี้ โดยมีเหตุผลว่าการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของนิติบุคคลไทย และจะทำให้เงินทุนจาก|ต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แลกกับการที่รายได้ภาษีอากรของประเทศจะลดลงไปประมาณ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี
เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกมาเสนอแนะว่า รัฐบาลควรแก้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อจูงใจให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะประเทศไทยเข้าสู่เขตการค้าเสรีอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า
เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสนอให้รัฐบาลเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งจากโครงการเงินกู้เพื่อการบริหารจัดการน้ำ 3.58 แสนล้านบาท และโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่เพิ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะหากไม่ลงทุนจะเสียโอกาสการเงินศูนย์กลาง (อะไรไม่ทราบ-ผู้เขียน) ของภูมิภาค
ก็เห็นด้วยทุกอย่างแหละครับ ถ้ารัฐบาลไทยหรือประเทศไทยมีฐานะทางการเงินและการคลังมั่นคงมั่งคั่ง พอที่จะลดรายได้และเพิ่มรายจ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน และส่งเสริมให้มีเงินทุนไหลเข้าอย่างที่ว่ากัน
ส่วนจะจริงหรือไม่ หรือจริงแต่รายได้รัฐบาลจะเพิ่มขึ้นทันรายจ่ายหรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะไม่มีหนทางใดที่จะบอกได้ว่าเหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร นอกจากจะไปตามบรรดาโหราจารย์ทั้งหลาย
ถ้าการดำเนินมาตรการทั้งหลายทั้งปวงทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง การส่งออกขยายตัว ต้นทุนการผลิตลดลง การลงทุนภาคเอกชน|เพิ่มขึ้น มีเงินลงทุนระยะยาวไหลเข้าจริง ประเทศไทยคงได้เงินศูนย์กลางอะไรอย่างที่ว่าแต่ถ้าไม่จริง หรือกว่าจะเป็นจริงคนส่วนใหญ่ของประเทศรับภาระที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวเสียก่อน ตอนนั้นคงต้องอาราธนาพระสยามเทวาธิราชให้เข้ามาช่วย
ผมว่าประเทศไทยโชคดีที่รัฐบาลพร้อมจะเข้าไปอุปถัมภ์ค้ำชูกลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองและมีผลประโยชน์ร่วมกัน
คำว่ารัฐบาลในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่หมายถึงรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย เพราะข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น
ที่พูดอย่างนี้ เพราะคิดถึงคำพูดอมตะของอดีตประธานาธิบดีเคนเนดี แห่งสหรัฐ ที่พูดไว้ตอนสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งว่า “จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรแก่ประเทศชาติได้บ้าง”
ผมว่าถ้านายกรัฐมนตรีไทยพูดอย่างนี้คงถูกประณามว่า เป็นคนไม่รับผิดชอบ ไม่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน
แต่ผมว่า ถ้าเผอิญวันไหนเรามีรัฐบาลที่กล้าพูดและกล้าทำให้คนไทยเกิดความสำนึกอย่างนี้ และรัฐบาลจะไม่เผลอว่าตัวเองเป็นประเทศชาติ ไม่ถามว่า “ประเทศชาติจะให้อะไรแก่รัฐบาลบ้าง แต่รัฐบาลจะให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง” ประเทศนี้คงไม่ถูกประเทศนั้นประเทศนี้แซงไปทีละประเทศสองประเทศ ทั้งๆ ที่ไทยเริ่มพัฒนาประเทศครั้งใหญ่พร้อมๆ กับประเทศญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 กับจักรพรรดิเมจิ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เก็บเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังกับท่านผู้อ่าน เพราะเผอิญเห็นรายงานของ World Economic Forum ฉบับปี 2013-2014 ชี้ว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในประเทศไทยถึงปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งได้รับคะแนนในการสำรวจถึงร้อยละ 20.2
ส่วนอุปสรรคในการทำธุรกิจในประเทศไทยถัดมาอีก 4 ประการ ก็เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและระบบราชการ ได้แก่ ความไม่มั่นคงของรัฐบาล (ร้อยละ 16.5) นโยบายรัฐที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (ร้อยละ 13.5) ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ร้อยละ 13.4) รวมแล้วอุปสรรคในการทำธุรกิจในเมืองไทยเกือบร้อยละ 63.6 เกิดจากรัฐบาลและระบบราชการที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ขาดประสิทธิภาพ ขาดการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และขาดความมั่นคง
ส่วนที่น่าสังเกตอีกปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาที่ประเทศไทยขาดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ขาดแรงงานที่มีการศึกษา ขาดแรงงานที่มีสำนึกในจริยธรรมแห่งการทำงาน ซึ่งได้รับคะแนนให้เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในประเทศไทยรวมกันร้อยละ 16.7
ก็รวมปัญหาภาครัฐและปัญหาด้านการศึกษาและแรงงานเข้าด้วยกันจะมีน้ำหนักถึงร้อยละ 80.3 ของปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
สำหรับปัญหาที่เรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนขนานใหญ่ เพื่อเร่งรีบพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของไทย เช่น การลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ และอัตราภาษีของไทยที่ว่าสูงเกินไปด้วยลดลงมานั้น ได้รับคะแนนเพียงร้อยละ 5.2 และ 1.8 ของปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น
ผมดูผลการประเมินของ World Economic Forum แล้ว ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ภาคเอกชนและกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายเฝ้าขอจากภาครัฐ และมาตรการหลายมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือแม้แต่การแก้ไขกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ประกอบธุรกิจได้กว้างขวางขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น ช่วยให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงตามที่ตั้งความหวังไว้หรือไม่
ก็ถ้าอัตราภาษีก็ลดแล้ว กฎหมายก็แก้แล้ว อัตราแลกเปลี่ยนก็นิ่งแล้ว เงินกู้ก็กู้แล้ว แต่การคอร์รัปชั่นยังไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นตามขนาดเงินลงทุน การสรรค์สร้างนวัตกรรมยังไม่เกิดขึ้น ยังนิยมลอกเลียนแบบคนอื่น หรือซื้อของคนอื่นมาใช้ คนจบปริญญายังคิดไม่เป็น แสดงความคิดเห็นไม่ได้ พูดภาษาไทยถูกๆ ผิดๆ เจอฝรั่งวิ่งหนี แรงงานไทยขาดแคลน หรือขาดความรับผิดชอบ นายทุนไทยยุคใหม่พอใจที่จะเล่นหุ้นแบบเงินต่อเงิน แทนที่จะลงทุนในโรงงานแล้วจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นไหม ถึงแม้ว่ากลุ่มทุนบางกลุ่มจะร่ำรวยขึ้นจากการระดมทุนในตลาดหุ้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากรัฐทุกรูปแบบ
ที่สำคัญ เมื่อปัญหา 80% ที่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจไม่ได้รับการแก้ไข นักลงทุนต่างชาติที่อยากเข้ามาลงทุน โดยพร้อมจะนำเทคโนโลยีเข้ามาถ่ายทอดให้คนไทยพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคตจะเข้ามาไหม
หรือจะรับเฉพาะนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาเพื่อปอกลอกแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรและแรงงานไทยเท่านั้น เพราะเขาทำเช่นนั้นในประเทศอื่นที่ไม่คอร์รัปชั่นไม่ได้
ยิ่งคิดยิ่งวังเวงครับ


