
ปชป.เตรียมโชว์แผนลงทุนแข่งรัฐบาล
ประชาธิปัตย์เตรียมโชว์แผนการลงุทน เปรียบเทียบกับรัฐบาล ด้านนักวิชาการติงรถไฟเร็วสูงเอื้อแต่คนรวย
ประชาธิปัตย์เตรียมโชว์แผนการลงุทน เปรียบเทียบกับรัฐบาล ด้านนักวิชาการติงรถไฟเร็วสูงเอื้อแต่คนรวย
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า หลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ปชป. จะนำเสนอแผนการดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟทางคู่ที่เห็นว่าควรทำมากกว่าที่รัฐบาลนี้กำลังจะทำ หรือถนนสี่เลน มอเตอร์เวย์ ที่ควรจะทำมากกว่านี้ แต่ปชป.มีวิธีการดำเนินการที่แตกต่างจากที่รัฐบาลจะทำ
“สิ่งที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนคือเราจะเสนอทางเลือกให้ดูว่าการลงทุนว่าควรทำอย่างไร ไม่เกินต้นอาทิตย์หน้า เราจะรอดูจนอภิปรายเสร็จ แล้วคนไทยรอได้เลยว่าถ้าไม่ใช่การลงทุนแบบที่รัฐบาลเสนอ จะลงทุนแบบไหน โดยจะเสนอเป็นแผนครบถ้วน ทั้งตัวงานตัวเงิน”นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะมีพ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทผ่านหรือไม่ ไม่มีผลต่อการความสามารถในการลงทุนของรัฐบาล พูดง่ายๆ คือหากเกิดอุบัติเหตุกฎหมายล้มไม่ว่าจะในสภาฯ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังสามารถเดินหน้าการทำโครงการได้ เพียงแต่ไปพึ่งเม็ดเงินจากงบประมาณ ซึ่งควรทำอย่างนี้แต่แรกและยังอยากให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ
ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามสร้างวาทะกรรมใครขัดความกฎหมายกู้เงินเท่ากับขัดขวางความเจริญซึ่งเป็นการบิดเบือนกล่าวเท็จ เพราะในส่วนของประชาธิปัตย์ยืนยันแต่แรกว่าสนับสนุนการลงุทนโครงสร้างพื้นฐาน และเกือบทุกโครงการเคยบรรจุอยู่ในแผนตั้งแต่สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ทั้งรถไฟรางคู่ หรือรถไฟเร็วสูง แต่รายละเอียดโครงการจาก 2 ล้านล้านบาท นักวิชาการช่วยวิเคราะห์บอกว่ามีความพร้อมเพียงแค่ 4 แสนล้านบาท
สำหรับ ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ได้ปรับแก้ไขในสามส่วน คือ มาตรา 3 นิยามคำว่า "แผนงาน" หมายความว่า แผนงานตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.นี้ จากเดิมระบุว่า แผนงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด
ส่วนที่สอง ในมาตรา 17 ปรับเพิ่มข้อความ "ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการติดตามและประเมินผลโครงการและแผนงาน และรายงานผลการติดตามและประเมินผลโครงการและแผนงานต่อกระทรวงการคลัง ทั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด" ในวรรค 2 โดยเป็นเพียงแค่การตัดข้อความจากมาตรา 18 มาใส่ไว้ในวรรค 2 เท่านั้น
ส่วนที่สามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ซึ่งเดิมจะกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณเพียงแค่รายยุทธศาสตร์ แต่ในชั้นกมธ.ได้แก้ไขให้เพิ่มเติมกรอบวงเงินในรายละเอียดแต่ละแผนงาน ส่วนการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในบัญชีแนบท้าย ปรับลดจากส่วนต่างๆ มาเพิ่มเติมในหมวด ข. แผนการส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ จาก 9,261 ล้านบาท มาเป็น 21,050 ล้านบาท
ด้านนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องฟังเหตุผลและข้อเท็จจริงความจำเป็นในการใช้เงินกู้ 1 ใน 3 ของเงินกู้ทั้งหมด หรือ 8 แสนล้านบาท ที่จะใช้ทำรถไฟความเร็วสูง เพียงอย่างเดียว เพราะ เมื่อต้นทุนสูง ย่อมผลักดันให้ราคาค่าบริการแพงอย่างแน่นอน ดังนั้น คนชนชั้นล่างย่อมเข้าไม่ถึงในบริการ จะมีเพียงคนรวยเท่านั้น และราคาเปรียบเทียบกับกริการด้านอื่นๆก็ไม่แตกต่างกัน เช่น เครื่องบิน ขณะที่รัฐบาลประกาศนโยบายตั้งแต่ต้นว่าต้องการพัฒนาระบบรางที่เสื่อมสภาพและลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งหลักการการลดต้นทุนการขนส่งอย่างแท้จริง คือ ระบบรางคู่ ที่จะทำให้คนชนชั้นล่างได้เข้าถึงการบริการได้มากกว่า เฉลี่ย 500-600บาท เป็นต้น และการเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ มิใช่การโฆษณาชวนเชื่อรถไฟความเร็วสูง เพราะท้ายที่สุดต้นทุนการก่อสร้างที่แพงย่อมไม่อาจนำมาขนผักผลไม้อย่างที่รัฐบาลประกาศไว้ได้







