posttoday
โพลเผยปชช.90.79%ค้านเก็บภาษีคนโสด

โพลเผยปชช.90.79%ค้านเก็บภาษีคนโสด

15 กันยายน 2556

นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่อยากแต่งงาน และร้อยละ90.79คัดค้านการเรียกเก็บภาษีคนโสด

นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่อยากแต่งงาน และร้อยละ90.79คัดค้านการเรียกเก็บภาษีคนโสด

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “มุมมองของการมีครอบครัวกับการเก็บภาษีของคนโสด” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2556 โดยทำการสำรวจประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสถานภาพโสด (คนที่ไม่เคยผ่านการสมรส หรือจดทะเบียนสมรส) กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ จำนวน 1,249 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมุมมองของการมีครอบครัวกับการเก็บภาษีของคนโสด โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 1.4

จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการแต่งงาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.08 ระบุว่า ยังอยากที่จะแต่งงาน เพราะ ธรรมชาติสร้างมาให้มีคู่, ต้องการมีทายาทสืบสกุล, ต้องการมีคนมาดูแล รองลงมา ร้อยละ 24.28 ไม่อยาก เพราะ ไม่อยากมีครอบครัวและอยากอยู่และใช้เงินคนเดียวมากกว่า, หาคนที่ดีและเหมาะสมค่อนข้างยาก, เห็นคู่อื่นมีปัญหาเยอะ, อยู่คนเดียวสบายใจกว่า ขณะที่ ร้อยละ 20.66 ระบุว่า แล้วแต่บุพเพสันนิวาส ร้อยละ 7.45 ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นต่ออายุที่เหมาะสมที่ตนเองพร้อม หรือควรจะแต่งงาน พบว่า ประชาชนพร้อมที่จะแต่งงานในช่วงอายุเฉลี่ยที่ 31.50 ปี (S.D = 4.88) หรือส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.86 พร้อมที่จะแต่งงานในช่วงอายุ 25 – 39 ปี รองลงมา ร้อยละ 42.51 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 5.44 พร้อมที่จะแต่งงานในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป และ ร้อยละ 1.36 พร้อมที่จะแต่งงานในช่วงอายุ 18 – 24 ปี

เมื่อถามถึง ความคิดเห็นต่อจำนวนบุตรที่จะมีหากมีโอกาสแต่งงาน พบว่า ประชาชนต้องการที่จะมีจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ 1.57 คน (S.D = 0.958) หรือส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.03 ระบุว่า อยากจะมีบุตร 2 คน รองลงมา ร้อยละ 34.99 ระบุว่า อยากจะมีบุตร 3 คน ขึ้นไป ร้อยละ 13.85 ระบุว่า ไม่อยากมีบุตร และ ร้อยละ 11.13 ระบุว่า อยากจะมีบุตร 1 คน

สำหรับความคิดเห็นต่อการเก็บภาษีคนโสด พบว่า ประชาชน ร้อยละ 90.79 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล และปกติ ก็มีรายจ่ายเยอะอยู่แล้ว และมีการเสียภาษีในรูปแบบอื่น ๆ อยู่แล้ว ควรเก็บตามรายได้ตามเดิม ขณะที่ ร้อยละ 4.32 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ จะได้ส่งเสริมให้คนไทยมีครอบครัวมากขึ้น และเป็นการพิ่มช่องทางการเก็บภาษีให้กับรัฐมากขึ้น

เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อความคิดของประชาชน หากมีการเก็บภาษีคนโสดจริง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.24 ระบุว่า จะยังไม่แต่งงาน แต่ยอมจ่ายภาษี รองลงมา ร้อยละ 27.62 ระบุว่า รีบหาคู่สมรส ร้อยละ 11.69 ระบุว่า จะไม่จ่ายภาษี และจะชักชวนกลุ่มคนโสดให้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ร้อยละ 4.48 หาคู่สมรสเพื่อแต่งในนาม (ทางนิตินัย) เพื่อเลี่ยงภาษี ร้อยละ 0.40 ไม่รีบเร่งอะไร อยู่ไปเรื่อย ๆ เฉย ๆ
         
รองศาสตราจารย์ ดร. ดุจเดือน พันธุมาวิน อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการสำรวจในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า “ จากผลการสำรวจ แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีนี้ แต่หากมีการเก็บจริงมีร้อยละ 49 ที่อาจจะยอมจ่ายภาษี ปริมาณความเห็นด้วยอาจลดลง ถ้ามีการออกภาษีนี้จริง ถ้าจะเก็บจริงควรเก็บจากคนโสดที่มีการงานมั่นคง อย่างน้อยควรอายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงวัยต้น ๆ ของชีวิต บุคคลยังต้องสร้างฐานะให้มั่นคง การเสียภาษีจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเพิ่มภาระ
         
ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ถ้ามีการเก็บภาษีนี้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือประเด็นทางสังคมอื่น ๆ ตามมาอีกมาก เช่น 1) ครอบครัวบางประเภท เช่น Single Parent ที่มีภาระในการเลี้ยงลูก ต้องจ่ายภาษีหรือไม่ กลุ่มเหล่านี้มีภาระค่าใช้จ่ายหนักอยู่แล้ว แต่อาจถูกจัดเป็นกลุ่มคนโสดได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คงจะต้องเรียกร้องให้ลดหย่อนภาษีแน่นอน 2) ถ้าแต่งงานแล้วไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นจะให้สิทธิ์กลุ่มเพศที่สาม ในการจดทะเบียนแต่งงานหรือไม่ เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว จะอาจถือว่าไม่โสด ดังนั้นจึงควรมีสิทธิ์ในการได้รับการลดหย่อนภาษีคนโสดด้วยหรือไม่ และยิ่งถ้ารับบุตรบุญธรรมด้วย จะตีความอย่างไร 3) ถ้าจุดประสงค์คือ ต้องการแก้ปัญหากลุ่มผู้สูงวัยในอนาคต ปัญหาการขาดแคลนกลุ่มคนวัยทำงาน หรือต้องการส่งเสริมให้มีครอบครัว การเก็บภาษีเช่นนี้อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม เพราะอาจทำให้บุคคลหลีกเลี่ยงภาษีโดยการแต่งงานด้วยเหตุผลที่ไม่สมควร หรือถ้า Single Parents ได้รับการลดหย่อนภาษี อาจก่อให้เกิดปัญหาการมีบุตรในวัยอันไม่สมควร ซึ่งเราก็จะได้ประชากรที่ด้อยคุณภาพและก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ อีกอยู่ดี
         
ทั้งนี้อาจมีแนวทางแก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหาผู้สูงวัย และการขาดแคลนบุคคลวัยทำงาน เช่น การเตรียมพัฒนาบุคคลที่กำลังเข้าสู่การสูงวัย ให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีสุขภาพดี และเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ รวมทั้งยังสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องการขาดแคลนแรงงานได้ การเก็บภาษีจึงอาจจะยังไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดภาษีคนโสดนี้เป็นแนวทางแก้ปัญหาที่อาจสร้างปัญหาสังคมให้เพิ่มขึ้น

ด้าน รศ.ดุจเดือน  พันธุมาวิน อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากผลการสำรวจ แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีนี้ แต่หากมีการเก็บจริงมีร้อยละ 49 ที่อาจจะยอมจ่ายภาษี  ปริมาณความเห็นด้วยอาจลดลง ถ้ามีการออกภาษีนี้จริง  ถ้าจะเก็บจริงควรเก็บจากคนโสดที่มีการงานมั่นคง อย่างน้อยควรอายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงวัยต้น ๆ ของชีวิต บุคคลยังต้องสร้างฐานะให้มั่นคง การเสียภาษีจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเพิ่มภาระ

ทั้งนี้หากมีการเก็บภาษีนี้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือประเด็นทางสังคมอื่น ๆ ตามมาอีกมาก เช่น 1) ครอบครัวบางประเภท เช่น Single Parent ที่มีภาระในการเลี้ยงลูก ต้องจ่ายภาษีหรือไม่ กลุ่มเหล่านี้มีภาระค่าใช้จ่ายหนักอยู่แล้ว แต่อาจถูกจัดเป็นกลุ่มคนโสดได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คงจะต้องเรียกร้องให้ลดหย่อนภาษีแน่นอน  2) ถ้าแต่งงานแล้วไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นจะให้สิทธิ์กลุ่มเพศที่สาม ในการจดทะเบียนแต่งงานหรือไม่ เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว จะอาจถือว่าไม่โสด ดังนั้นจึงควรมีสิทธิ์ในการได้รับการลดหย่อนภาษีคนโสดด้วยหรือไม่ และยิ่งถ้ารับบุตรบุญธรรมด้วย จะตีความอย่างไร  3) ถ้าจุดประสงค์คือ ต้องการแก้ปัญหากลุ่มผู้สูงวัยในอนาคต  ปัญหาการขาดแคลนกลุ่มคนวัยทำงาน หรือต้องการส่งเสริมให้มีครอบครัว การเก็บภาษีเช่นนี้อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม เพราะอาจทำให้บุคคลหลีกเลี่ยงภาษีโดยการแต่งงานด้วยเหตุผลที่ไม่สมควร  หรือถ้า Single Parents ได้รับการลดหย่อนภาษี อาจก่อให้เกิดปัญหาการมีบุตรในวัยอันไม่สมควร ซึ่งเราก็จะได้ประชากรที่ด้อยคุณภาพและก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ อีกอยู่ดี

โพลเผยปชช.90.79%ค้านเก็บภาษีคนโสด

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร