
รีดภาษีน้ำเมาโปะคลังถังแตก
ถือเป็นมติลับสายฟ้าแลบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ถือเป็นมติลับสายฟ้าแลบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุรา พ.ศ. 2493 ให้เพิ่มเพดานอัตราภาษีทั้งตามปริมาณมูลค่าและปริมาณแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเพดานที่ใช้อยู่มีสุราหลายชนิดเก็บภาษีชนเพดานจนไม่สามารถเก็บเพิ่มภายใต้กฎหมายเดิมได้อีกต่อไป
การออก พ.ร.ก. ไม่ได้เพิ่มแค่เพดานภาษีเท่านั้นที่จะทำให้รัฐบาลโกยรายได้เพิ่ม แต่ยังมีการเปลี่ยนสาระสำคัญอีกหลายเรื่อง ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้การเก็บภาษีสุราได้เพิ่มขึ้น
เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนการเก็บภาษีจากเดิมที่ต้องใช้ราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า (ซีไอเอฟ) มาเป็นราคาขายปลีกช่วงสุดท้าย
นี่เป็นการแก้เผ็ดผู้ประกอบการที่แจ้งราคาหน้าโรงงาน และราคาสำแดงนำเข้าต่ำ ทำให้ภาษีหายไปมากโข ซึ่งการมาใช้ราคาขายปลีกเก็บภาษีทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก ย่อมทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้มากโดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีเลย
นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษี จากเดิมที่ให้คิดอัตราภาษีตามมูลค่าและปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าอย่างไหนมีมูลค่าสูงกว่ากัน ก็ให้เลือกเก็บแบบนั้น
แต่ของใหม่ให้มีการคิดภาษีทั้งสองแบบนำมารวมกันเป็นภาษีที่ผู้ประกอบการและนำเข้าสุราต้องจ่าย ซึ่งการเก็บแบบใหม่ทำให้รัฐบาลได้ภาษีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกใช่น้อย
การปรับเพิ่มขึ้นภาษีสุราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลต้องการหารายได้เพิ่มขึ้น จึงมีการยกเครื่องภาษีสุราครั้งใหญ่ มีการประเมินกันว่าจะทำให้รัฐบาลได้ภาษีเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท จากที่ปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้แค่ 56 หมื่นล้านบาท เป็นใกล้ 1 แสนล้านบาทได้อย่างสบาย
เพราะจากการแก้กฎหมาย แต่ในส่วนของการเปลี่ยนการเก็บภาษีจากราคาขายปลีก และการเก็บภาษีจากทั้งมูลค่าและปริมาณ ก็ทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ หลังจาก พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ รัฐบาลต้องการรายได้จากสุราเพิ่มก็ยังสามารถเพิ่มอัตราภาษีทั้งในส่วนของมูลค่าที่คาดว่าจะมีการขยับเพดานจากปัจจุบันอีก 10-15%
ขณะที่ภาษีตามปริมาณคาดว่าจะมีการขยับเผื่อไว้ถึง 2,000 บาทต่อลิตร จากเดิมอยู่ที่ 400 บาทต่อลิตร ทำให้เห็นว่ารัฐบาลมีช่องรีดภาษีสุราเพิ่มขึ้นได้อีกเป็นเท่าตัว
การที่รัฐบาลเลือกรีดภาษีสุราเพิ่ม เพราะการเก็บภาษีสุราที่ได้ชื่อว่าเป็นภาษีบาป น่าจะเป็นการขึ้นภาษีเพียงตัวเดียวที่ขึ้นแล้วรัฐบาลไม่โดนด่าไม่โดนต่อต้าน
ตรงกันข้ามยังได้รับคำชมจากกลุ่มหมอและกลุ่มผู้รณรงค์ให้เลิกเหล้าและบุหรี่อีกต่างหาก เพราะการขึ้นภาษีทำให้ราคาสินค้าแพงเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้การบริโภคลดลง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการขึ้นภาษีสุรา เพื่อมาชดเชยภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดลงเหลือ 0.005 บาทต่อลิตรมาเป็นเวลานาน ทำให้รายได้หายไปปีละกว่า 1 แสนล้านบาท และตามแผนจะต้องปรับขึ้นในเดือนปีงบประมาณ 2557 หรือเดือน ต.ค. 2556 จำนวน 1.50 บาทต่อลิตร เพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้น 2-3 หมื่นบาทต่อปี แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งทำให้แผนการขึ้นภาษีน้ำมันต้องล้มไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะการเมืองไม่ต้องการเสียคะแนนนิยมทางการเมือง
การได้ภาษีสุรามาโปะแทนภาษีน้ำมัน ก็ถือว่าช่วยให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และจะเป็นกำลังสำคัญทำให้การเก็บรายได้รวมของรัฐบาลได้ตามเป้าไม่ถังแตก
เพราะหากย้อนกลับไปดูการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2555 รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า เพราะผลจากการลดภาษีลดแลกแจกแถมหลายรายการ ทั้งการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ภาษีบ้านหลังแรก ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรทรุดต่ำกว่าเป้าถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 56 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ก็ต่ำกว่าเป้าถึง 2.5 หมื่นล้านบาท จากการลดภาษีน้ำมันทำให้ภาพรวมการเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหา เพราะรัฐบาลไม่มีการเพิ่มรายได้ขึ้นภาษีเลย
สำหรับการเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2556 ตอนนี้เหลือไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีงบประมาณ แต่การเก็บรายได้ยังต้องลุ้นว่าจะได้ตามเป้าหรือไม่ เพราะกรมสรรพากรยังได้รับผลกระทบจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 23% เป็น 20% รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า
ขณะที่กรมสรรพสามิต แม้ว่าปีนี้จะทำได้ดีเก็บภาษีเกินเป้าเพราะได้อานิสงส์จากโครงการรถคันแรก ภาษีสุราเหล้าเบียร์ที่มีการเก็บภาษีเพิ่มทำให้ไม่มีปัญหา
การเก็บรายได้ปี 2556 ก็อยู่ในภาวะปริ่มน้ำ เอาตัวรอดได้ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด
สิ่งที่น่ากลัวคือการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2557 ที่จะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่เดือน ในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยรุนแรง การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้ 5-6% ตอนนี้เหลืออยู่ 3-4% เมื่อเศรษฐกิจหดรายได้ก็หายไปเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีการลดภาษีบุคคลธรรมดาของรายได้ปี 2556 ที่จะมีการยื่นแบบต้นปี 2557 จะมีผลทำให้ภาษีของกรมสรรพากรหายไปอีกหลายหมื่นล้านบาท
การที่รัฐบาลจะเลือกรีดภาษีสุรามาโปะรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2557 ไม่ให้มีปัญหา จึงเป็นการยิงนกที่เดียวได้หลายตัว







