
"วสิษฐ"คาใจตร.ทำคดีรวบรัดคลุมเครือ
วสิษฐเผยคาใจคดีฆ่า"เอกยุทธ" ชี้การพิสูจน์หลักฐานรวบรัดคลุมเครือ ข้องใจมีการทำลายหลักฐานหรือไม่ ด้านอดีตสันติบาลชี้วงการตำรวจยอมรับอุ้มฆ่ามาตลอด
วสิษฐเผยคาใจคดีฆ่า"เอกยุทธ" ชี้การพิสูจน์หลักฐานรวบรัดคลุมเครือ ข้องใจมีการทำลายหลักฐานหรือไม่ ด้านอดีตสันติบาลชี้วงการตำรวจยอมรับอุ้มฆ่ามาตลอด
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร แกนนำกลุ่มไทยสปริง กล่าวระหว่างร่วมเวทีเสวนาอุ้มฆ่ากับการก่ออาชญากรรมโดยรัฐว่า กรณีการตายของนายเอกยุทธว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของรัฐหรือไม่ แต่มีสิ่งที่เป็นพิรุธหลายประการ ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจ
"สิ่งที่ยังติดใจมีหลายประการเช่นการพิสูจน์หลักฐานที่ทำอย่างรวบรัดคลุมเครือ ซึ่งต้องโทษผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมือง ที่รีบออกมาพูดชี้นำสรุปทั้งที่ยังไม่ทันทำอะไร โดยเฉพาะ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีที่ออกมาพูดว่าเป็นกรณีชิงทรัพย์ ทำไมต้องชิงพูดก่อน และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเวลาแถลงก็เหมือนเป็นประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องหา ท่าทีของผู้บังคับบัญชาเหล่านี้จะทำให้เจ้าหน้าตำรวจระดับล่างที่ผู้ต้องพิสูจน์ทราบพยานหลักฐานต้องลังเล รั้งรอ เหมืองมีธง มีเจตนาหรือไม่"พล.ต.อ.วสิษฐกล่าว
นอกจากนี้เรื่องรถที่จับนายเอกยุทธไปฆ่า ไม่ปรากฏการพิสูจน์หลักฐานของรัฐ ซ้ำยังเอามาใช้ทำแผนประทุษกรรม คนที่แม้ไม่เรียนกฎหมายอาชญากรรมหรือนิติวิทยาศาสตร์ ก็สรุปได้ว่าตกลงหลักฐานในรถถูกทำลายหมดแล้วใช่หรือไม่ ที่เกิดเหตุแทนที่จะตรวจละเอียด ตรวจเสร็จกลับวิ่งกลับไปตรวจใหม่ไปเจอเสื้อที่อ้างว่าเป็นของนายเอกยุทธอีก แสดงว่าการตรวจหลักฐานส่อถึงการไม่ละเอียดละออเพียงพอ
"ผมตอบได้เพียงว่ายังไม่สามารถยุติได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลเกี่ยวข้องมั้ย แต่ข้อพิรุธยังทำให้ชาวบ้านปลงใจเชื่อไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย"พล.อ.วสิษฐกล่าว
ด้าน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความนายเอกยุทธ กล่าวว่าเรื่องอุ้มฆ่าโดยรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมาแต่ พ.ศ. 2475 โดยผู้ลุแก่อำนาจรัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไร้ธรรมาภิบาล อย่างกรณี 2,500 ศพจากการปราบปรามยาเสพติด จนวันนี้คดียังไม่มีคำอธิบาย มีแต่คำพูดว่าที่ผ่านมาขอโทษที่ใช้กำปั้นเหล็กมากไป จนทำให้เกิดความวุ่นวายในสามจังหวัดภาคใต้ จนโจรกระจอกในวันนี้ทำให้รัฐบาลกระจอกต้องวิ่งไปพึ่งมาเลเซีย
ขณะนี้มีความพยายามยึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยึดอัยการโดยจะแก้รัฐธรรมนูญ และเพิ่มอำนาจพนักงานอัยการให้ชะลอการฟ้องได้ กลายเป็นศาลเตี้ย ซึ่งร่าง พรบ.นี้กำลังอยู่ในกฤษฎีกา ถ้าให้อำนาจอัยการอีกบ้านเมืองฉิบหาย ยึดราชฑันณ์ ยึดนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้การตรวจหลักการเชื่อไม่ได้ มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยึดกระบวนการยุติธรรมไปเกือบหมด
"ถ้าประเทศชาติเป็นอย่างนี้พัง สรุปเขาใช้อำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ปล่อยเสื้อแดงตีหน้ากากขาวที่เชียงใหม่ต่อหน้าตำรวจ เมื่อยึดอำนาจตำรวจ อำนาจอัยการ แล้วกระบวนยุติธรรมเขาควบคุมเกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงยืนยันว่าการอุ้มฆ่ามีอยู่จริง"นายสุวัตรกล่าว
ด้าน พ.ต.ท.สันธนะ ประยุรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล กล่าวว่า ในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในอดีต มีการอุ้มฆ่าจริง ๆ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน เพราะบ้านเมืองในอดีตไม่มีเครื่องมือกระทำกับอาชญากรที่ได้ผลจริง ๆ เพราะเป็นการยากที่จะจับกุมคนร้าย และการใช้กระบวนการยุติธรรมมันเสียเวลา ก็ต้องใช้วิธีการพิพากษาก่อนจะถึงบัลลังก์ ด้วยความตั้งใจให้สังคมปรกติสุข แต่เมื่อยุคเปลี่ยนไป วิธีการแบบเดิม แต่กลับกลายเป็นเรื่องความก้าวหน้า เอาชีวิตคนร้ายมาเป็นบันไดเพื่อสร้างความก้าวหน้าแก่นายตำรวจ
พ.ต.ท.สันธนะกล่าวอีกว่าแต่เมื่อสังคมเปลี่ยนมาเป็นสังคมผลประโยชน์ กลุ่มคนร้ายกลุ่มไหนเสนอผลประโยชน์ให้ ก็เริ่มเลือกข้างในการปฏิบัติ เลือกพิพากษากับคนร้ายอีกพวก กลายเป็นกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลอำนาจในการต่อรองกับเจ้าหน้าที่ ต่อมาสังคมเริ่มจับตามอง มายุคทนายสมชาย เป็นยุคการตัดสินใจของผู้นำองค์กร และยอมรับวิธีการอุ้มฆ่าเพื่อเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเพราะการเมืองเข้ามากำกับ ทำให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
"ไม่คิดว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมาถึงขนาดนี้ ยังมีการดำเนินการเหมือนหลายสิบปีก่อน กลับมาเป็นองค์กรอาชญากรรม เป็นบริษัทอุ้มเอง ฆ่าเอง สอบเองจำกัด ซึ่งจดทะเบียนรับรองที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านกำลังสร้างนักฆ่ารุ่นใหม่ฆ่าประชาชน โดยที่ประชาชนทราบแล้วว่าพวกท่านกำลังทำอะไรอยู่"พล.ต.ท.สันธนะกล่าว
ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา นายสมชาย นีละไพจิตร กล่าวว่าทั้งนโยบายปราบการค้ายาเสพติด และนโยบายการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดน ก่อให้เกิดการอุ้มฆ่าจำนวนมาก
"คดีสมชายต่างจากเอกยุทธ จะมาตั้งประเด็นว่าประสงค์ทรัพย์ไม่ได้แน่ มูลเหตุจูงใจสำคัญรัฐบาลยุคนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ และต่อต้านนโยบายรัฐ ในเรื่องการร้องเรียนตำรวจกลุ่มที่ซ้อมผู้ต้องหา ซึ่งตำรวจกลุ่มนี้ก็บังเอิญบางคนต้องมาทำคดีนายเอกยุทธอีก และพบว่าคดีนายสมชายก็มีข้อพิรุธเชิงหลักฐานมากมายหลายเรื่อง ทั้งหลักฐานสูญหาย พยานไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาให้การในชั้นศาล รวมแล้วทำให้ศาลไม่สามารถสั่งลงโทษใครเลย สุดท้ายหลักฐานที่มีในศาลเพียงเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่สามารถนำไปสู่การเอาผิดใครเลย นอกจากนายตำรวจคนเดียวที่มีลักษณะหัวล้านที่พยานจำได้แม่นว่าเป็นผู้ผลักนายสมชายขึ้นรถเท่านั้น"นางอังคณากล่าว
"ถ้าการละเมิดสิทธิของมนุย์มาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง มันจะทำลายรากฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศเองและถ้าตำรวจเป็นผู้กระทำผิด ตำรวจกับโจรก็ไม่ต่างกัน"นางอังคณากล่าว







