posttoday
"วสิษฐ"คาใจตร.ทำคดีรวบรัดคลุมเครือ

"วสิษฐ"คาใจตร.ทำคดีรวบรัดคลุมเครือ

22 มิถุนายน 2556

วสิษฐเผยคาใจคดีฆ่า"เอกยุทธ" ชี้การพิสูจน์หลักฐานรวบรัดคลุมเครือ ข้องใจมีการทำลายหลักฐานหรือไม่ ด้านอดีตสันติบาลชี้วงการตำรวจยอมรับอุ้มฆ่ามาตลอด

วสิษฐเผยคาใจคดีฆ่า"เอกยุทธ" ชี้การพิสูจน์หลักฐานรวบรัดคลุมเครือ ข้องใจมีการทำลายหลักฐานหรือไม่ ด้านอดีตสันติบาลชี้วงการตำรวจยอมรับอุ้มฆ่ามาตลอด 

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร แกนนำกลุ่มไทยสปริง กล่าวระหว่างร่วมเวทีเสวนาอุ้มฆ่ากับการก่ออาชญากรรมโดยรัฐว่า กรณีการตายของนายเอกยุทธว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของรัฐหรือไม่  แต่มีสิ่งที่เป็นพิรุธหลายประการ  ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจ 

"สิ่งที่ยังติดใจมีหลายประการเช่นการพิสูจน์หลักฐานที่ทำอย่างรวบรัดคลุมเครือ ซึ่งต้องโทษผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมือง  ที่รีบออกมาพูดชี้นำสรุปทั้งที่ยังไม่ทันทำอะไร  โดยเฉพาะ ร.ต.อ. เฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีที่ออกมาพูดว่าเป็นกรณีชิงทรัพย์  ทำไมต้องชิงพูดก่อน  และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเวลาแถลงก็เหมือนเป็นประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องหา  ท่าทีของผู้บังคับบัญชาเหล่านี้จะทำให้เจ้าหน้าตำรวจระดับล่างที่ผู้ต้องพิสูจน์ทราบพยานหลักฐานต้องลังเล รั้งรอ  เหมืองมีธง  มีเจตนาหรือไม่"พล.ต.อ.วสิษฐกล่าว 

นอกจากนี้เรื่องรถที่จับนายเอกยุทธไปฆ่า  ไม่ปรากฏการพิสูจน์หลักฐานของรัฐ  ซ้ำยังเอามาใช้ทำแผนประทุษกรรม  คนที่แม้ไม่เรียนกฎหมายอาชญากรรมหรือนิติวิทยาศาสตร์  ก็สรุปได้ว่าตกลงหลักฐานในรถถูกทำลายหมดแล้วใช่หรือไม่  ที่เกิดเหตุแทนที่จะตรวจละเอียด  ตรวจเสร็จกลับวิ่งกลับไปตรวจใหม่ไปเจอเสื้อที่อ้างว่าเป็นของนายเอกยุทธอีก  แสดงว่าการตรวจหลักฐานส่อถึงการไม่ละเอียดละออเพียงพอ

"ผมตอบได้เพียงว่ายังไม่สามารถยุติได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลเกี่ยวข้องมั้ย  แต่ข้อพิรุธยังทำให้ชาวบ้านปลงใจเชื่อไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย"พล.อ.วสิษฐกล่าว

ด้าน นายสุวัตร  อภัยภักดิ์  ทนายความนายเอกยุทธ  กล่าวว่าเรื่องอุ้มฆ่าโดยรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่  มีมาแต่ พ.ศ. 2475  โดยผู้ลุแก่อำนาจรัฐ  โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไร้ธรรมาภิบาล อย่างกรณี 2,500 ศพจากการปราบปรามยาเสพติด  จนวันนี้คดียังไม่มีคำอธิบาย มีแต่คำพูดว่าที่ผ่านมาขอโทษที่ใช้กำปั้นเหล็กมากไป จนทำให้เกิดความวุ่นวายในสามจังหวัดภาคใต้ จนโจรกระจอกในวันนี้ทำให้รัฐบาลกระจอกต้องวิ่งไปพึ่งมาเลเซีย

ขณะนี้มีความพยายามยึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ยึดอัยการโดยจะแก้รัฐธรรมนูญ  และเพิ่มอำนาจพนักงานอัยการให้ชะลอการฟ้องได้  กลายเป็นศาลเตี้ย ซึ่งร่าง พรบ.นี้กำลังอยู่ในกฤษฎีกา  ถ้าให้อำนาจอัยการอีกบ้านเมืองฉิบหาย  ยึดราชฑันณ์  ยึดนิติวิทยาศาสตร์  ทำให้การตรวจหลักการเชื่อไม่ได้  มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยึดกระบวนการยุติธรรมไปเกือบหมด

"ถ้าประเทศชาติเป็นอย่างนี้พัง  สรุปเขาใช้อำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ  ปล่อยเสื้อแดงตีหน้ากากขาวที่เชียงใหม่ต่อหน้าตำรวจ  เมื่อยึดอำนาจตำรวจ อำนาจอัยการ แล้วกระบวนยุติธรรมเขาควบคุมเกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  จึงยืนยันว่าการอุ้มฆ่ามีอยู่จริง"นายสุวัตรกล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สันธนะ  ประยุรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล กล่าวว่า ในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในอดีต  มีการอุ้มฆ่าจริง ๆ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน  เพราะบ้านเมืองในอดีตไม่มีเครื่องมือกระทำกับอาชญากรที่ได้ผลจริง ๆ เพราะเป็นการยากที่จะจับกุมคนร้าย  และการใช้กระบวนการยุติธรรมมันเสียเวลา  ก็ต้องใช้วิธีการพิพากษาก่อนจะถึงบัลลังก์  ด้วยความตั้งใจให้สังคมปรกติสุข  แต่เมื่อยุคเปลี่ยนไป  วิธีการแบบเดิม  แต่กลับกลายเป็นเรื่องความก้าวหน้า  เอาชีวิตคนร้ายมาเป็นบันไดเพื่อสร้างความก้าวหน้าแก่นายตำรวจ
 
พ.ต.ท.สันธนะกล่าวอีกว่าแต่เมื่อสังคมเปลี่ยนมาเป็นสังคมผลประโยชน์  กลุ่มคนร้ายกลุ่มไหนเสนอผลประโยชน์ให้  ก็เริ่มเลือกข้างในการปฏิบัติ  เลือกพิพากษากับคนร้ายอีกพวก  กลายเป็นกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลอำนาจในการต่อรองกับเจ้าหน้าที่  ต่อมาสังคมเริ่มจับตามอง  มายุคทนายสมชาย  เป็นยุคการตัดสินใจของผู้นำองค์กร  และยอมรับวิธีการอุ้มฆ่าเพื่อเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเพราะการเมืองเข้ามากำกับ  ทำให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

"ไม่คิดว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมาถึงขนาดนี้  ยังมีการดำเนินการเหมือนหลายสิบปีก่อน  กลับมาเป็นองค์กรอาชญากรรม  เป็นบริษัทอุ้มเอง ฆ่าเอง สอบเองจำกัด  ซึ่งจดทะเบียนรับรองที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ท่านกำลังสร้างนักฆ่ารุ่นใหม่ฆ่าประชาชน  โดยที่ประชาชนทราบแล้วว่าพวกท่านกำลังทำอะไรอยู่"พล.ต.ท.สันธนะกล่าว

ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา นายสมชาย  นีละไพจิตร  กล่าวว่าทั้งนโยบายปราบการค้ายาเสพติด  และนโยบายการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดน  ก่อให้เกิดการอุ้มฆ่าจำนวนมาก

"คดีสมชายต่างจากเอกยุทธ  จะมาตั้งประเด็นว่าประสงค์ทรัพย์ไม่ได้แน่  มูลเหตุจูงใจสำคัญรัฐบาลยุคนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้  ว่ามีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ  และต่อต้านนโยบายรัฐ  ในเรื่องการร้องเรียนตำรวจกลุ่มที่ซ้อมผู้ต้องหา  ซึ่งตำรวจกลุ่มนี้ก็บังเอิญบางคนต้องมาทำคดีนายเอกยุทธอีก  และพบว่าคดีนายสมชายก็มีข้อพิรุธเชิงหลักฐานมากมายหลายเรื่อง  ทั้งหลักฐานสูญหาย  พยานไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย  ไม่มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาให้การในชั้นศาล รวมแล้วทำให้ศาลไม่สามารถสั่งลงโทษใครเลย  สุดท้ายหลักฐานที่มีในศาลเพียงเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ไม่สามารถนำไปสู่การเอาผิดใครเลย  นอกจากนายตำรวจคนเดียวที่มีลักษณะหัวล้านที่พยานจำได้แม่นว่าเป็นผู้ผลักนายสมชายขึ้นรถเท่านั้น"นางอังคณากล่าว

"ถ้าการละเมิดสิทธิของมนุย์มาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง  มันจะทำลายรากฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศเองและถ้าตำรวจเป็นผู้กระทำผิด ตำรวจกับโจรก็ไม่ต่างกัน"นางอังคณากล่าว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่