posttoday
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1

16 เมษายน 2553

...ชาติชัย พาราสุข

ถึงแม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ยังไม่ได้ประกาศออกมา และคงจะต้องรออีกสักเดือนสองเดือนกว่าจะได้เห็นตัวเลขของไตรมาส แต่ดูจากตัวเลขดิบของเดือน ม.ค. และ ก.พ. แล้ว ขอบอกว่าเศรษฐกิจไทยเจ๋งจริงๆ ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่จะเห็นอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสดังกล่าวขยายตัวสูงถึง 5.5–6.5% (ผมประมาณการเอาไว้ว่าจะขยายตัว 5.6% แต่จะไม่แปลกใจที่ตัวเลขจริงสูงกว่านี้) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะดีเหมือนไตรมาสแรก หลังจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงเรื่อยๆ ท่านผู้อ่านไม่ต้องร้อง อ๋อ หรอกครับ เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องการประท้วง เหตุผลหลักมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการเมืองที่มีปัญหามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ถึงไม่มีเรื่องการประท้วง เศรษฐกิจอย่างไรก็ต้องชะลอตัวลงอยู่แล้ว

เหตุผลที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกดีเกินความคาดหมายมีอยู่ 3 ประการหลัก ผมขอไล่ไปตามลำดับความสำคัญดังนี้

ประการแรก ผู้บริโภคและผู้ลงทุนอั้นมานาน เปรียบเสมือนคนที่ไม่ได้ถ่ายท้องมาหลายวัน พอได้เวลาถ่าย ก็ถ่ายให้สมใจอยากเลย ในปีก่อนหน้าเศรษฐกิจโลกไม่เป็นใจ อีกทั้งการเมืองในตอนเริ่มต้นดูเหมือนว่ายังขาดเสถียรภาพ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าประเภทคงทน (Durable Goods) อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย แหม สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนั้น จะให้อารมณ์ดีออกไปเลือกซื้อสินค้าหรือ เอาตัวให้รอดไปวันๆ ได้ก็เหนื่อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็ชะลอการผลิตสินค้าด้วยกลัวจะขายสินค้าไม่ออก ดังนั้นแทนที่จะผลิตสินค้ามาจำหน่าย ผู้ผลิตกลับขนเอาสินค้าคงคลังมาจำหน่ายแทน เชื่อไหมว่าในปี 2552 มีการนำสินค้าคงคลังออกมาใช้ถึง 2.3 แสนล้านบาท เรียกว่าใช้กันจนหมดโกดังเลยแหละ ในปี 2541 ซึ่งเป็นปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เศรษฐกิจกำลังแย่สุดๆ ยังมีการนำสินค้าคงคลังออกมาใช้เพียง 9 หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมาใช้ไปกว่าสองแสนล้านบาท คิดเอาเองว่าเศรษฐกิจขาดความสมดุลแค่ไหน ดังนั้นเมื่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในไตรมาสแรก ก็ทำการบริโภคกันสุดฤทธิ์และทำการผลิตกันสุดเดช เพราะอัดอั้นไม่ได้กิน ไม่ได้ใช้ ไม่ได้ผลิต มาเกือบปี

ผลก็คือการบริโภคและการลงทุนขยายตัวเป็นอย่างมากในไตรมาสแรก สินค้าที่ขายดีเป็นพิเศษคือสินค้าคงทนทั้งหลายที่ได้เลื่อนการบริโภคมานาน ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งขยายตัวเฉลี่ยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และยอดขายรถจักรยานยนต์ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 25 เปอร์เซ็นต์ในสองเดือนแรกของปี (ผมละคันปากอยากจะเรียกว่าผู้บริโภคไทยตายอดตายอยากเสียจริงๆ อะไรจะบริโภคกันเป็นบ้าเป็นหลังกันขนาดนี้) ส่วนผู้ผลิตก็ใช่ย่อย เร่งสะสมสินค้าคงคลังกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยจะเห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าสินค้าประเภททุนเพื่อนำมาใช้ผลิตสินค้าที่ขยายตัว 14.0% และ 20.5% ในเดือน ม.ค. และ ก.พ. ตามลำดับ ยิ่งมาดูตัวเลขการนำเข้าในภาพรวมแล้วต้องร้องอุทานว่า “อกอีแป้นจะแตก” อะไรกันนี่ มีการนำเข้า (ในเชิงปริมาณ) เพิ่มขึ้น 35.8% และ 62.6% ในสองเดือนแรก ขอย้ำ นี่เป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณนะครับ ถ้าเป็นเม็ดเงินละก็เพิ่มขึ้นถึง 50.1% และ 80.8% เชียว บ้าหรือเปล่า นำเข้ากันขนาดนี้

ดังนั้น การที่นักวิชาการทั้งหลายบอกว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีเพราะส่งออกได้มาก ขอบอกว่าไม่เป็นจริง เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ขยายตัวได้ดี (มาก) เพราะคนไทยเราบริโภคเหมือนอดอยากมานานและผู้ผลิตไทยสั่งสินค้าเข้าคลังเหมือนได้มาฟรีต่างหาก จริงอยู่ ตัวเลขการส่งออกดูดี คือขยายตัว (ในเชิงปริมาณ) 18.2% และ 10.2% ในเดือน ม.ค. และ ก.พ. ตามลำดับ แต่เป็นเพราะฐานของปีที่แล้วต่ำ ไม่ใช่เป็นเพราะเราส่งออกได้ดี หากไปเทียบกับปี 2551 แล้ว การส่งออกของสองเดือนแรกของปีนี้ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2551 ราว 10%

ประการที่สอง สภาพคล่องในระบบมีมากเหลือล้น ทำให้ธนาคารเร่งการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคและการลงทุน เหตุเป็นเพราะเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วฟื้นตัวได้ช้า ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ภาคพื้นเอเชียที่มีประเทศจีนเป็นแม่เหล็กตัวใหญ่ดูดเงินเข้ามาในภูมิภาคนี้ แค่เดือน ม.ค.ก.พ. ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้ามาประเทศไทยสุทธิกว่า 1 แสนล้านบาท โถ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขนาดเสื้อแดงประท้วงกันโครมๆ ตลาดหุ้นไทยยังขึ้นได้เลย แม้แต่มานั่งเล่นอยู่กลางสี่แยกราชประสงค์ นักลงทุนยังบอกว่าไม่หวั่น ชินเสียแล้ว เมืองไทยประท้วงเหมือนเด็กเล่นขายขนม ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น (แต่พอเจอเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. นักลงทุนต่างชาติเลยเอ๋อรับประทานเลย) สภาพคล่องที่มีเหลือเฟือ กอปรกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ต่ำ ยิ่งกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเป็นทวีคูณ

ประการสุดท้าย คือ การเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ ถึงแม้โครงการไทยเข้มแข็งยังเป็นคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่รัฐบาลก็ได้มีการเร่งการเบิกจ่าย โดยเฉพาะในเดือน ก.พ. ที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งความอยากของผู้บริโภคและผู้ผลิต + สภาพคล่องที่ล้นระบบ + การเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ขยายตัวได้ดีเกินความคาดหมายของทุกฝ่าย ทำให้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนต่างออกมาปรับตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสำหรับปี 2553 เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้า แต่ความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือ

ผมมีความเห็นที่แตกต่างจากนักวิชาการทั่วไป ผมเห็นว่า หลังจากไตรมาสแรกเป็นต้นไป เศรษฐกิจไทยจะเริ่มขยายตัวช้าลง ไม่ใช่ชะลอตัวนะครับ แต่จะไม่หวือหวาเหมือนไตรมาสแรก เหตุผลของผมไม่ใช่เรื่องการเมืองด้วย (เดี๋ยวจะพูดเรื่องผลกระทบของการเมืองก่อนจะจบ) เหตุที่ผมเชื่อว่าไตรมาสถัดๆ ไปจะไม่สดใสเหมือนไตรมาสแรกเป็นเพราะ Pentup Demand ใกล้จะหมดแล้ว ในส่วนของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าคงทนที่เลื่อนการบริโภคมาจากปี 2552 ได้รับการสนองเกือบจะเต็มที่แล้วในไตรมาสแรก ดังนั้นการบริโภคในไตรมาส 24 จะเริ่มกลับเข้าเป็นปกติ หรือน้อยกว่าปกติด้วยซ้ำไป เพราะแทนที่ผู้บริโภคจะทยอยการบริโภคตลอดทั้งปี กลับตามกระแสร่นการบริโภคมาอยู่ในไตรมาสแรก ด้วยกลัวว่าโปรโมชันทั้งหลายจะหมด อีกทั้งราคาสินค้าอาจจะขยับขึ้น (ตามคำขู่ของผู้ผลิต) ทำให้การบริโภคกระจุกตัวในไตรมาสแรก สำหรับผู้ผลิตก็เช่นกัน คาดว่าจะมีการเร่งการสะสมสินค้าคงคลังในไตรมาสแรก หลังจากที่ได้นำสินค้าคงคลังมาใช้ตลอดทั้งปี 2552 โดยเห็นได้ชัดจากการนำเข้าสินค้าทุนที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเพิ่มของผลผลิตมาก ดังนั้นในไตรมาสถัดๆ ไป ความต้องการในการสะสมสินค้าคงคลังก็จะชะลอตัวตามลงไปด้วย

สรุปแล้วก็คือหลังจากไตรมาสทอง คือไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวในระดับปกติ ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ราว 3.5% เหมือนกับที่ได้ประมาณการเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี จะนำเอาไตรมาสแรก มาเป็นเครื่องตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็วอย่างนี้ทั้งปี จนสามารถทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP เพิ่มเป็น 4.55.5% มิได้

ในทางตรงกันข้าม การเมืองที่วุ่นวายยุ่งเหยิงอยู่ในปัจจุบัน มีโอกาสที่จะดึงให้เศรษฐกิจไทยชะลอการเติบโตเหลือ 2.5% หรือต่ำกว่าได้อย่างง่ายดาย เหตุผลก็คือแทนที่ผู้บริโภคจะบริโภคตามปกติในไตรมาส 2 ผู้บริโภคอาจจะหมดอารมณ์และเลื่อนการบริโภคสินค้าคงทนออกไปอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเริ่มไม่แน่ใจในเสถียรภาพของการเมืองและเศรษฐกิจ ทางด้านผู้ผลิตเอง หลังจากที่ตุนสินค้าคงคลังจำนวนมากในไตรมาสแรกไปแล้ว อาจจะรออีกหนึ่งไตรมาสก่อนที่จะสะสมสินค้าคงคลังต่อไป สำหรับการผลิตในไตรมาสนี้ก็จะใช้วัตถุดิบที่นำเข้ามาจำนวนมากในไตรมาสแรกไปพลางๆ ก่อน ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่การเมืองจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2 นี้ชะลอตัวอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับไตรมาส 3 และ 4 ล่ะ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติไหม คำตอบคือผมตอบไม่ได้ครับ ที่ตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะจบในรูปแบบไหน และจะจบเมื่อไหร่ หรือจะประท้วงมาราธอนกันข้ามปีเลย ก็มิอาจจะคาดเดาได้

เอาไว้รออีก 3 เดือนถามผมอีกทีจะดีกว่า

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่