posttoday
โกยแล้วโยม

โกยแล้วโยม

13 เมษายน 2553

ผลการนองเลือดเมื่อเกิดการปะทะวันที่ 10 เม.ย. ได้ทำลายความมั่นใจบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผลการนองเลือดเมื่อเกิดการปะทะวันที่ 10 เม.ย. ได้ทำลายความมั่นใจบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ผลการนองเลือดเมื่อเกิดการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ทำลายความมั่นใจบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีในวันเปิดทำการของภาคธุรกิจในวันแรกหลังเหตุการณ์วานนี้ คือ นักลงทุนญี่ปุ่นเลื่อนการเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินที่มีกำหนดในเดือน เม.ย.และ พ.ค.นี้กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน อย่างไม่มีกำหนด เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งหนักถึง 28 จุด ต่างชาติขายสุทธิ 2,109 ล้านบาทจาก 2 วันก่อนที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงนั้น ขายออกสุทธิ 2,300 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าทุนต่างชาติไหลออกเป็นวันที่สาม นับตั้งแต่มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน รวม 5,000 กว่าล้านบาท

แต่เหตุการณ์วานนี้ไหลออกหนักที่สุดกว่า 2,000 ล้านบาท จากก่อนหน้านั้นไหลออกแค่วันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โกยแล้วโยม

ความรุนแรงของม็อบแดงที่ทำให้ภาพประเทศไทยกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” ทำให้วงจรไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติรอบล่าสุดใน31 วัน ก่อนหน้านั้นที่ทะลักเข้าไทยเกือบ 6 หมื่นล้านบาท พลิกกลับมาให้กลายมาเป็นการไหลออก

ยิ่งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังดำเนินต่อไป โดยไม่มีท่าทีเจรจากับฝั่งรัฐบาลโดยไม่รู้ว่าจะยาวนานเท่าใด

เลือด (เม็ดเงิน) ก็ต้องทยอยไหลออกจากประเทศไทยมากขึ้นเท่านั้น

เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าเอาเงินมากพักไว้กับแดนมิคสัญญี

ยิ่งการบังคับใช้กฎหมายของรัฐยิ่งลากช้าออกไป ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสถานการณ์ในช่วงนี้เท่ากับว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สร้างความไม่มั่นใจต่อนักลงทุน เพราะไม่รู้ว่าทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป

การถอยเม็ดเงินออกมาจากตลาดเพื่อประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัดน่าจะเป็นทางเลือกที่สุ่มเสี่ยงน้อยที่สุด

ปฏิบัติการถอยแล้วโยมของทุนในระยะเวลาแค่ 3 วันนั้น เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น

หากประเทศไทยถูกลดเครดิตจากสถาบันจัดอันดับที่จะทยอยเข้ามารีวิวเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านการเมืองขึ้นมาเมื่อไหร่

ภาพการ “โกยเถอะโยม” ของเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และเงินลงทุนโดยตรงจะฝุ่นตลบมากกว่านี้

ว่ากันว่าถ้าจะดูชะตาการลงทุน เงินทุนไหลเข้าในประเทศไทยวันนี้ ให้ดูทิศทางการเมืองเป็นหลัก

การนองเลือดครั้งนี้จนถึงขณะนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย บาดเจ็บกว่า 800 ราย ในจำนวนนี้มีนักข่าวรอยเตอร์สชาวญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสืบหาข้อเท็จจริงจากการเสียชีวิตของนักข่าวชาวญี่ปุ่น

ถ้าจะดูการลงทุนโดยตรงว่ากระทบเพียงใด สามารถวัดได้จากยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เบอร์หนึ่งของนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย

ทันทีที่ธุรกิจเปิดทำการเช้าวันจันทร์ที่ 12 เม.ย. 2553 “วิบูลย์ กรมดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ได้รับอีเมลเต็มหน้าจอคอมพิวเตอร์จากนักลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ขอเลื่อนการเดินทางเข้ามาเซ็นสัญญาซื้อที่ดิ

จำนวน 200 ไร่ ออกไปจากเดือน เม.ย.และ พ.ค.นี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมือง

ทำให้เจ้าของนิคมแห่งนี้เริ่มไม่มั่นใจว่า เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่า ปีนี้ยอดขายที่ดินในนิคมจะดีกว่าปี 2552 ที่ทำได้ 254 ไร่ นั้นเป็นไปได้หรือไม่ เพราะความหลังครั้งก่อนได้ตามมาหลอกหลอน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหวังไกลๆ อย่างที่เคยตั้งไว้เมื่อต้นปีว่า ยอดขายจะกลับไปเท่าปี 2551 ที่เคยทำได้ถึง 800-900 ไร่

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับอมตะที่เผชิญมรสุมทางการเมือง แต่ครั้งนี้เรียกว่ารุนแรงที่สุดก็ว่าได้ เพราะครั้งแรกเกิดเมื่อครึ่งหลังปี 2551 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองยึดสนามบิน บริษัทปรับเป้าหมายยอดขายที่ดินลงครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ 1,700 ไร่เหลือ 800-900 ไร่

ครั้งที่สอง ถูกกระหน่ำด้วยจลาจลสงกรานต์เดือน เม.ย. 2552 ต่อด้วยระงับโครงการมาบตาพุด ครั้งนี้หนักหน่วงเพราะช่วงขาลงยังผลให้ขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 แต่เป็นการขาดทุนชั่วคราวไตรมาสเดียวในไตรมาส 2 เพราะขายที่ดินได้เพียงไร่เดียวสุดท้ายทั้งปีปิดขายได้ 254 ไร่

ปีนี้หวังว่ายอดขายนิคมจะฟื้นคืนชีพอย่างเต็มปี เพราะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลกถดถอย กลับกลายเป็นถูกพิษร้ายเดิมของการเมืองซ้ำเติมเสียก่อน

ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยเงินทุนไหลออกก็ไม่น้อยกว่ากัน วันจันทร์ที่ 12|เม.ย. ดัชนีปิดลบไปเกือบ 4% หรือ 28.8 จุด ลงมาที่ 760.90 จุด หุ้นไทยถูกถล่มเป็นวันที่สาม นับตั้งแต่มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน

นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า รอบนี้มีความรุนแรงและสูญเสียมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 จึงเชื่อว่าจะมีแรงขายอย่างมีนัยสำคัญ

การชุมนุมที่ยังมีต่อไปนั้น น่าจะส่งผลให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินลากยาวต่อไป

สถิติในช่วงสองปีที่ผ่านมาพบว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมักส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นหนักกว่าระดับปกติ

ประเทศไทยเคยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือน ก.ย. 2551 พ.ย. 2551 รวมทั้ง เม.ย. 2552 (ตามตาราง) พบว่าในช่วงดังกล่าว ตลาดหุ้นมียอดขายสุทธิค่อนข้างสูง

จึงไม่ต้องแปลกใจหากเห็นสภาพนี้แล้ว โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำนักลงทุนให้ถอย

ภาวการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศถูกลดเครดิต และหากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าที่คาดการณ์ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย

หลายโบรกเกอร์คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 21 เม.ย.นี้ จะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะสถานการณ์เช่นนี้คงไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรชี้นำด้วยการเพิ่มดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจ

ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบกิจการในบริเวณที่มีการชุมนุม ได้แก่ กิจการร้านค้า และกิจการโรงแรม ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศจะซบเซา ตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงไปด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ประสบภาวะอึดอัดซึมเซา

เงินทุนใหม่ไม่ไหลเข้า เงินลงทุนในประเทศไม่ขยับเพราะความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมือง ทางกำลังซื้อแทบจะเป็นศูนย์นั้นบั่นทอนทุกคนในชาติไทยนี้

ทิศทางประเทศไทยจึงตกอยู่ในกำมือของนายกรัฐมนตรี นักการเมือง และกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยมีชีวิตคนไทยทั้งชาติเป็นเดิมพัน

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร