
หน้าผาการคลังของไทยสังคมผู้สูงอายุ
ในอนาคตต่อจากนี้ไป ผมว่าประเด็นท้าทายต่อประเทศไทยเป็นอย่างมากคือ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งไทยยังไม่มีนโยบายที่จะรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ในทางวิชาการแล้ว เมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกิน 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7% ของประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 20% และ 14% ตามลำดับ
ในอนาคตต่อจากนี้ไป ผมว่าประเด็นท้าทายต่อประเทศไทยเป็นอย่างมากคือ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งไทยยังไม่มีนโยบายที่จะรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ในทางวิชาการแล้ว เมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกิน 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7% ของประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 20% และ 14% ตามลำดับ
ล่าสุด องค์การสหประชาชาติได้ประมาณการว่าสังคมโลกเริ่มก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2548 และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2583 สำหรับไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2547 และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับมหภาค ได้แก่ ผลต่อ GDP รายได้ต่อหัวประชากร การออม การลงทุน งบประมาณของรัฐบาลและการคลัง ผลิตภาพแรงงานและการจ้างงาน และในระดับจุลภาค ได้แก่ ผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์และบริการด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเงินและด้านสุขภาพ
สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ทางสภาพัฒน์ได้ประเมินว่า สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 4.02 ล้านคนในปี 2533 เป็น 17.74 ล้านคนในปี 2573 เมื่อคิดเป็นสัดส่วนจะเพิ่มจาก 7.36% เป็น 25.12% และตามนิยามของสังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเมื่อปี 2547 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 10% และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20%
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิงหรือภาระโดยรวมที่ประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยที่ยังมิได้คำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูซึ่งสูงขึ้นตามอายุ อัตราส่วนภาระพึ่งพิงของประชากรวัยเด็กลดลงจาก 46.11% ในปี 2533 เหลือ 21.99% ในปี 2573
สำหรับในด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ผู้สูงอายุได้รับสวัสดิการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 97% ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีสวัสดิการค่ารักษาประเภทบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง รองลงมาเป็นสวัสดิการข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนสวัสดิการที่จัดโดยนายจ้างมีน้อย
สำหรับด้านการทำงาน ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเข้ามามีส่วนร่วมในกำลังแรงงานมากขึ้น โดย 51% ให้เหตุผลว่าต้องทำงานเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว ส่วน 36.5% เห็นว่าตนยังแข็งแรง ทำงานได้ อีก 12.5% ต้องส่งเสียบุตร เป็นอาชีพประจำไม่มีผู้ทำแทน และมีหนี้สิน
นอกจากนี้ แหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ คือ บุตร 52.3% รายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุเอง 28.9% คู่สมรส 6.1% เงินบำเหน็จบำนาญ 4.4% ส่วนในด้านการออมพบว่าผู้สูงอายุมีการออมหรือสะสมเงินทองและทรัพย์สิน 68.7% และไม่มีการออม 31.3%
ประเด็นที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดของสังคมผู้สูงอายุ คือ ด้านผลกระทบต่องบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2525 เป็นกว่า 5 แสนล้านบาทในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่าในช่วง 30 ปี และผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังพบว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า ภาระทางการคลังเฉพาะที่จะเกิดจากโครงการประกันสังคมและโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะมีจำนวนถึงปีละกว่า 1.422.51 แสนล้านบาท หรือ 78% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
คำถามในวันนี้คือ ประเทศไทยเราจะต้องเตรียมรับมือกันอย่างไร? การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกประมาณ 11 ปีข้างหน้า ซึ่งผมเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ (1) การปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุให้ทันสมัยเพื่อที่จะได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด (2) การสร้างหลักประกันด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (3) การดูแลระยะยาวและการแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแล จึงมีการเสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานผู้สูงอายุแห่งชาติ
(4) การสร้างหลักประกันด้านรายได้ โดยส่งเสริมการออมเพื่อวัยหลังเกษียณ ผ่านเครื่องมือหรือระบบการออมประเภทต่างๆ ได้แก่ กองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (5) การส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ รวมถึงการขยายเกณฑ์กำหนดเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และได้ใช้ประสบการณ์และศักยภาพอย่างเต็มที่ รวมถึงเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วย
(6) การสร้างเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้สามารถดูแลปัญหาผู้สูงอายุได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด มาตรการทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่บัดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอนาคตของประเทศในเรื่องนี้ครับ







