
เออีซีจ่อประตู อียูก็ตามมา
เออีซี (AEC – ASEAN Economic Community) กำลังจ่อประตูบ้านเราอยู่ เพราะอีก 2 ปี คือ ปลายปี พ.ศ. 2558 กลุ่มประเทศอาเซียนก็จะเป็น AEC กันเต็มรูปแบบแล้ว ขณะเดียวกันไทยก็กำลังจะเจรจาเปิดเสรีการค้ากับสหภาพยุโรป หรืออียู (EU – European Union) ประเทศไทยของเราตอนนี้ฮอตจริงๆ อยู่ในสายตาประชาคมโลกตลอดเวลา สหรัฐก็มา เรากำลังจะเจรจาที่พีพี (Transpacific Partnership) กับสหรัฐ อียูก็มา แถมมีการสู้คดีในศาลโลกอีก เรียกว่าถ้าใครอยู่ต่างประเทศก็มีหัวข้อคุยกับฝรั่งได้หลายเรื่อง
เออีซี (AEC – ASEAN Economic Community) กำลังจ่อประตูบ้านเราอยู่ เพราะอีก 2 ปี คือ ปลายปี พ.ศ. 2558 กลุ่มประเทศอาเซียนก็จะเป็น AEC กันเต็มรูปแบบแล้ว ขณะเดียวกันไทยก็กำลังจะเจรจาเปิดเสรีการค้ากับสหภาพยุโรป หรืออียู (EU – European Union) ประเทศไทยของเราตอนนี้ฮอตจริงๆ อยู่ในสายตาประชาคมโลกตลอดเวลา สหรัฐก็มา เรากำลังจะเจรจาที่พีพี (Transpacific Partnership) กับสหรัฐ อียูก็มา แถมมีการสู้คดีในศาลโลกอีก เรียกว่าถ้าใครอยู่ต่างประเทศก็มีหัวข้อคุยกับฝรั่งได้หลายเรื่อง
ที่จริงการเจรจากับอียูนั้นมีมานานตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่เป็นการเจรจาอียูกับอาเซียน เนื่องจากเขาเป็นกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรปที่เข้มแข็ง มีสภา มีธนาคาร ฯลฯ ผู้เจรจาก็เจรจาในนามกลุ่มสหภาพยุโรป เขาจึงมาเจรจากับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งถือเป็นกลุ่มอนุภูมิภาคหนึ่ง แต่ก็อย่างที่ทราบกัน การเจรจาเป็นกลุ่มประเทศนั้น อำนาจการต่อรองย่อมมีมากกว่าเป็นรายประเทศ แถมสถานะทางเศรษฐกิจและนโยบายของประเทศสมาชิกอาเซียนก็ต่างกัน บางประเทศที่เศรษฐกิจเขาพัฒนาไปมากนโยบายก็เปิด เขาก็ต้องการจะไปแล้ว แต่ประเทศอื่นๆ ก็ยังมีนโยบายปกป้องอยู่มาก ก็ดึงกันไปดึงกันมา ในที่สุดอียูเขาก็เห็นช่องทางว่าแยกตีหรือแยกเจรจาดีกว่า นอกจากจะลดอำนาจการต่อรองแล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ต้องเจรจากับอียูและสรุปผลให้ได้ด้วย เพราะการเป็น AEC ก็เหมือนกับการล้อมรั้วนอกบ้าน แล้วมีบ้านหลายๆ หลังอยู่ภายในรั้วนั้น ซึ่งบ้านแต่ละหลังไม่มีรั้วกั้นระหว่างกัน หรือถ้ามีรั้วก็เป็นรั้วเตี้ยๆ ดังนั้นเมื่อเขาเข้าไปอยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่งได้ เขาก็เดินไปบ้านอื่นๆ ได้สบาย ถึงแม้ในแง่ของการเปิดตลาดสินค้า เออีซีจะมีกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าก็ตาม
นอกจากนี้ เมื่อการเจรจาเสร็จก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ทั้ง AEC และความตกลงเปิดเสรีประเทศอาเซียนทำกับอียูจะครอบคลุมถึง ไม่ว่าเรื่องบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ หรือเปรียบอีกนัยหนึ่งก็เหมือนน้ำท่วม ถ้าเข้ามาได้บ้านหนึ่งก็ไหลไปทั่ว ผู้เขียนจึงเห็นว่ามีการเขียนกันถึง AEC มาแล้ว แต่ยังมีการเขียนถึงการเปิดเสรีไทยอียูอยู่น้อย ก็เลยลองหยิบมาเขียนเพื่อให้เกิดการตื่นตัวกันบ้าง ซึ่งที่จริงภาคเอกชนเขาก็ตื่นตัวกันแล้ว มีการประชุมเสนอข้อคิดเห็นต่อรัฐบาล มีการจัดสัมมนาระดมความคิด ซึ่งเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะจะได้ทราบข้อเท็จและข้อจริง สำหรับคนไทยนั้น ก็อย่างที่เห็นๆ กันมาตลอด “ข้อเท็จ” นั้น ฟังดูน่าตกใจ แต่ปลุกเร้าและเชื่อ ส่วน “ข้อจริง” นั้น ขอสงสัยไว้ก่อน อาจเป็นเพราะสังคมเราไม่ค่อยเปิดเผย เกรงใจ และขาดการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง การหารือกันตั้งแต่ต้น เรื่องไหนที่มีข้อสงสัย เท็จจริงเป็นอย่างไรไม่แน่ชัด จะได้มีเวลาให้หน่วยงานหรือสถาบันที่มีความสามารถ มีชื่อเสียง ไว้ใจได้ เขาไปศึกษาวิจัย
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ที่คณะผู้แทนไทยจะเดินทางไปเจรจากับอียูรอบแรกในปลายเดือนนี้แล้วก็ยังไม่มีใครเห็นข้อเสนอของอียู และไทยเองก็ยังไม่ได้จัดทำข้อเสนอ เพียงแต่มีการนำข้อเสนอของอียูต่ออาเซียนมาพิจารณา โดยอนุโลมว่าไม่น่าจะต่างกันมากนัก นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังกำหนดให้การเจรจาเสร็จใน 2 ปี ก็ไม่ทราบว่าจะพูดยังไงดี
การเจรจาจะมีทั้งการเปิดตลาดสินค้า การเปิดตลาดบริการ การลงทุน แล้วก็คงมีเรื่องอื่นๆ ตามธรรมเนียม เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
เรื่องการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์พอแลกเปลี่ยนกันได้ ประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องนำเข้าทั้งเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ส่งออกไปสหภาพยุโรปในหลายสินค้า โดยเฉพาะภายใต้โครงการจีเอสพี (GSP – Generalized System of Preferences) ที่กำลังจะหมดลง แต่เรื่องของสินค้าเกษตร ไทยคงต้องออกแรงอย่างมาก ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ในครั้งนี้ เพราะอียูมีการอุดหนุนสินค้าเกษตรสูง ทั้งการอุดหนุนภายในและการอุดหนุนส่งออก ทำให้ต้องปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในจากการนำเข้า โดยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าไว้สูงแล้วก็ยังมีมาตรการกีดกันการนำเข้า ทั้งข้ออ้างด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
เรื่องบริการ และทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นเรื่องที่ต้องออกแรงอีกเช่นกัน บริการนั้น ต้องหาสาขาและสาขาย่อยที่ประเทศไทยพร้อมจะแข่งไปต่อรองกับเขา ส่วนทรัพย์สินทางปัญญาก็ต้องมาตีความกันว่าอะไรคือที่เขาเรียกร้องมากกว่าที่ไทยผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก หรือที่เรียกว่า TRIPs Plus แล้วก็ไม่ใช่นั่งรับอย่างเดียวว่าทำอย่างไรไม่ให้เป็น TRIPs Plus แต่ควรเจรจาเชิงรุกว่าจะใช้โอกาสนี้หาประโยชน์อย่างไร เช่น ให้เขามาลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับยาได้ไหม ไม่ใช่มาทำแค่ Clinical Trial เรื่องของการคุ้มครองข้อมูลยา จะทำให้เป็นประโยชน์กับประเทศอย่างไร เรื่องการไม่เจรจานั้นคงไม่ได้แล้ว เพราะคณะเจรจาก็กำลังจะไป
ดังนั้น จะทำอย่างไรถึงจะให้ได้ผู้เจรจาที่เชี่ยวชาญ รู้จักรุกรู้จักแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ทำตามคำสั่งอย่างเดียว ได้ฟังฝั่งข้าราชการแล้วก็เหนื่อยใจ เรื่องนี้คงมีอะไรให้เขียนได้อีกเยอะ แต่ฉบับนี้ขอพอแค่นี้ก่อน







