
เงินกู้ไทยเข้มแข็งส่อหมดแรงดันเศรษฐกิจ
เมื่อมาเจอมรสุม พ.ร.บ.กู้เงินถูกคว่ำ โครงการไทยเข้มแข็งจึงอาการสาหัส หากงบประมาณปี 2554 มาเดี้ยงตามไปด้วย เห็นทีจะตายทั้งเป็น
เมื่อมาเจอมรสุม พ.ร.บ.กู้เงินถูกคว่ำ โครงการไทยเข้มแข็งจึงอาการสาหัส หากงบประมาณปี 2554 มาเดี้ยงตามไปด้วย เห็นทีจะตายทั้งเป็น
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โครงการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งเป้าสูงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันสำคัญ ถึงขนาดยอมแบกหน้าว่าเป็นรัฐบาลกู้สิบทิศ ออกกฎหมายกู้เงินมา 8 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งให้ถึงฝั่งฝัน
แต่ปรากฏว่า ยิ่งนานวันเหตุการณ์ยิ่งหมดหวัง เมื่อการเดินหน้าเร่งเครื่องโครงการไทยเข้มแข็งไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คาดฝันไว้ เพราะติดขัดปัญหาใหญ่ในเรื่องการคอร์รัปชัน
แม้ว่าในกรอบหลักการแล้วการที่รัฐบาลออกตัวด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาลงทุนในโครงการเร่งด่วน ผ่าน 4 กระทรวงหลักที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยิงโครงการลงไปในหัวใจชาวบ้านและปวงประชาจะได้รับการสรรเสริญเยินยอ
แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันได้เริ่มโครงการ ก็เกิดเรื่องฉาวทุจริตในโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ จนเดี้ยงและเข่าทรุดเดินหน้าแทบไม่ได้
ต้องรื้อโครงการใหม่หมดเพื่อหนีข้อหาทุจริต
ขณะที่การเบิกจ่ายในโครงการไทยเข้มแข็งก็ยังต้องถือว่าอืดอยู่มาก ปัจจุบันเงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปจริงๆ แค่ 1.03 แสนล้านบาทเท่านั้น
และหากวิเคราะห์กันถึงเนื้อในจำนวนเงินของการเบิกนั้น หากตัดเงินที่กู้เพื่อชดเชยเงินคงคลัง 5 หมื่นล้านบาท และการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินอีก 1.45 หมื่นล้านบาท ก็จะเหลือเงินที่ลงในโครงการไทยเข้มแข็งจริงแค่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ยิ่งสาวลึกลงในรายละเอียดจะพบว่า ในจำนวน 4 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นโครงการขนาดเล็ก เช่น การสร้างถนนไร้ฝุ่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องยอมรับว่าเป็นเบี้ยหัวแตก
ที่สำคัญยากจะหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเป็นโครงการที่มีการหวังคะแนนเสียงทางการเมือง และเอื้อหัวคะแนนทางการเมือง ที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่
ส่วนเงินกู้ที่ยังเหลือจาก พ.ร.ก. อีกราว 3.2 แสนล้านบาท จะต้องเร่งกู้ใช้ให้หมดภายในสิ้นปีนี้ ตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งมีการประเมินกันออกมาว่าให้เร่งได้เท่าไรอย่างเก่งเบิกได้ 80% หรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ก็ถือว่ายอดแล้ว
เม็ดเงินจำนวนแค่นั้นไม่เพียงพอกับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง เมื่อเจอมรสุมการเมืองที่ร้อนระอุโหมกระหน่ำ เศรษฐกิจที่เครื่องกำลังติด อาจเกิดปัญหาเครื่องสะดุดได้หากไม่จัดการแก้ไข
ปัญหาใหญ่ของการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้ หนีไม่พ้นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการทุจริตในโครงการจัดซื้ออุปกรณ์แพทย์ที่ไม่จำเป็นและแพงเกินจริง
ขณะที่โครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการจัดซื้ออุปกรณ์แพงเกินเหตุ และโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่เป็นโครงการลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดเป็นวงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ก็สะดุดกึก
แม้ว่าที่ผ่านมาจะยืดเวลาโครงการให้มาหลายครั้ง แต่โครงการก็ยังไม่คืบหน้าแม้แต่น้อย
ส่งผลให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ออกมาขีดเส้นตายให้โครงการทั้งหมด ให้เสนอโครงการมาพิจารณาภายในวันที่ 20 เม.ย. 2553 หากถึงเส้นตายไม่ทัน ก็ต้องโยกงบไปลงทุนในโครงการอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า
เหตุผลสำคัญที่รองนายกรัฐมนตรีออกมาจี้รีดเงินทุกบาทของโครงการไทยเข้มแข็ง เพราะต้องการใช้เงินทุกบาทจากการกู้เงิน พ.ร.ก. ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
อีกส่วนหนึ่งเห็นว่า โครงการที่ค้างอยู่เป็นโครงการที่สำคัญในการวางโครงการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจระยะยาว หากเบิกใช้ไม่ทันก็หนีไม่พ้นต้องโอนเงินให้โครงการอื่นเพื่อฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจไว้ก่อน
ดีกว่ากองเงินกู้มาทิ้งไว้เฉยๆ
ขณะที่การหวังพึ่งโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ในส่วนที่ต้องใช้เงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตอนนี้ก็ต้องบอกว่าความหวังริบหรี่เต็มที
เพราะความเห็นไม่ลงรอยของการออก พ.ร.บ. ระหว่างรัฐบาลกับวุฒิสมาชิก ที่ในส่วนของวุฒิสมาชิกไม่ต้องการเป็นตรายางรับรองโครงการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการมีส่วนร่วมการพิจารณาในโครงการทั้งหมด
ปัญหาดังกล่าวแม้จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ก็ปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธ ทำให้การพิจารณา พ.ร.บ.กู้เงิน อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หากยอมตามวุฒิสมาชิก การดำเนินโครงการก็จะเกิดปัญหามาก
หากจะให้วุฒิสมาชิกยืนยันร่างของตัวเองก็จะทำให้ในสภามีปัญหาการพิจารณากฎหมายอื่นๆ ตามมาอีกมาก และที่เสี่ยงที่สุด หากรัฐบาลดันทุรังพิจารณากฎหมายดังกล่าว และไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา อาจจะส่งผลให้รัฐบาลสิ้นสภาพการเป็นรัฐบาลไปได้
จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่ได้เร่งผลักดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งเต็มแรงนัก
ความล่าช้าของการออกกฎหมายยังส่งผลให้การกู้เงินจากการออก พ.ร.บ. น้อยลงไปอีก
เพราะตามกฎหมายให้กู้ได้ตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้จนถึงปี 2555 เท่านั้น
หากไม่ทันก็ต้องพับโครงการที่ใช้เงินกู้ไม่ทันไปทันที
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลก็ยังถือว่าโชคดี การเก็บรายได้ของรัฐบาลปี 2553 จะเกินเป้าถึง 2 แสนล้านบาท และได้เงินพิเศษจากการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีอีก 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีรายได้ส่วนเกินไปใช้ในงบประมาณปี 2554 ที่อยู่ระหว่างการเร่งผลักดันให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ
รัฐบาลจึงอาศัยโชคส่วนนี้โยกโครงการไทยเข้มแข็งที่ต้องใช้เงินจาก พ.ร.บ. มาใช้ในงบประมาณปี 2554 แทนให้ได้มากที่สุด
ถึงแม้ว่าจะได้ไม่ทั้งหมดที่ตั้งไว้ ก็ยังดีกว่าเดี้ยงทั้งกระดานเดินหน้าต่อไปไม่ได้ อันจะส่งผลให้โครงการไทยเข้มแข็งหมดสภาพไร้พลังในการฟื้นเศรษฐกิจทันที
ทว่าเส้นทางการพิจารณางบประมาณปี 2554 ก็ยังลูกผีลูกคนจากปัญหาทางการเมือง ที่มีการประชุมของคนเสื้อแดงล้มรัฐบาลให้สิ้นสภาพ เพราะหากรัฐบาลยืนอยู่ไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าการพิจารณางบประมาณปี 2554 จะแท้งทันที
ถึงตอนนั้นเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวมีเรี่ยวแรงปีนขึ้นยอดเขา จะอยู่ในสภาพถูกเตะไปจ่ออยู่ปากเหวอีกครั้ง
ข้อวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับที่กระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจเมื่อปลายเดือน มี.ค. 2553 ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตได้ 4.5% แต่หากมีการยุบสภาเศรษฐกิจจะดิ่งเหวหายไปทันที 1.8%
เพราะการพิจารณางบประมาณปี 2554 สะดุดใช้ไม่ทัน ทำให้เครื่องยนต์ใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญน็อกหมดน้ำมัน
เพราะลำพังเงินกู้เงินไทยเข้มแข็งเป็นมะเร็งร้ายจากการกู้เงิน พ.ร.ก. ก็ทำให้โครงการเลี้ยงไม่โตอยู่แล้ว
เมื่อมาเจอมรสุม พ.ร.บ.กู้เงินถูกคว่ำ โครงการไทยเข้มแข็งจึงอาการสาหัส
หากงบประมาณปี 2554 มาเดี้ยงตามไปด้วย เห็นทีโครงการไทยเข้มแข็งจะตายทั้งเป็น...







