posttoday
3 เสือเอเชียกับการค้าเสรี

3 เสือเอเชียกับการค้าเสรี

22 เมษายน 2556

ก่อนที่จะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหา ผู้เขียนต้องขอแสดงความชื่นชมกับการทำหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศไทยของคณะทีมทนายความจากฝ่ายไทย นำโดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ และทีมสนับสนุนอีกหลายฝ่ายจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะท่านไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ที่ช่วยกันทำให้การปฏิบัติหน้าที่บนศาลโลกกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารได้รับคำชมอย่างเนืองแน่นจากหลายฝ่าย

ก่อนที่จะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหา ผู้เขียนต้องขอแสดงความชื่นชมกับการทำหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศไทยของคณะทีมทนายความจากฝ่ายไทย นำโดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ และทีมสนับสนุนอีกหลายฝ่ายจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะท่านไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ที่ช่วยกันทำให้การปฏิบัติหน้าที่บนศาลโลกกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารได้รับคำชมอย่างเนืองแน่นจากหลายฝ่าย

สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดและขอแสดงความชื่นชมอีกครั้งก็คือ เมื่อจะต้องเผชิญกับสถานการณ์สำคัญ หรือช่วงเวลาสำคัญอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะมุ่งเน้นรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเคร่งครัดอย่างเต็มกำลังความรู้และความสามารถ และต้องขอปรบมือให้อีกครั้งด้วยจิตคารวะ

กลับมาที่บทความ “3 เสือเอเชียกับการค้าเสรี” ผู้เขียนกำลังหมายความถึงบทบาทและความสำคัญของ 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่จะก้าวไปสู่เส้นทางการรวมตัวให้เป็นเขตการค้าเสรี 3 ชาติผ่านการทำข้อตกลงการค้าเสรี Free Trade Agreements (FTAs)

ที่จะต้องเขียนเรื่องนี้เนื่องจากว่าปัจจุบันผู้คนไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าไร เนื่องด้วยมีข่าวอื่นๆ ที่มาบดบังไปเสียหมด แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าการทำเอฟทีเอนี้ (กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ) ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในทวีปเอเชียและระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม

จีนในปัจจุบันได้ก้าวแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์ 2 ทางเศรษฐกิจโลกรองจากสหรัฐ จากการรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ พบว่าจีดีพีของจีนอยู่ประมาณ 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเศษๆ ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐกว่าๆ และเกาหลีใต้มีจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้านำเอาตัวเลขจีดีพีของทั้ง 3 ประเทศมารวมกัน จะมีขนาดใกล้เคียงกับจีดีพีของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ประมาณ 14-15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นั่นก็หมายความว่า ถ้าการรวมตัวเป็นเขตการค้าเสรีของ 3 ชาติประสบผลสำเร็จ บทบาทและอิทธิพลด้านการค้าของเอเชียจะสามารถเทียบเท่าเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐได้อย่างไม่ยากเย็น และสิ่งที่น่าติดตามก็คือตลาดของ 3 ประเทศอาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มขยายตัวเลขการส่งออกของสินค้าไทย และสินค้าจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

ความพยายามที่จะรวมกันเป็นเขตการค้าเสรีของ 3 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย เริ่มตั้งแต่ “การประชุมสุดยอดผู้นำ 3 ประเทศ” ในเดือน ธ.ค. 2008 ณ เมืองฟูกุโอกะ ญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์หลักได้แก่ 1) การธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 2) การร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก และ 3) การร่วมมือกันด้านการบรรเทาสาธารณภัย และต้องยกนิ้วให้เกาหลีใต้ที่เป็นผู้ริเริ่มให้มีการประชุมสุดยอดผู้นำ 3 ประเทศ

ถามว่าทำไมทั้ง 3 ประเทศจึงรีบเร่งดำเนินการเอฟทีเอ คำตอบง่ายๆ ได้แก่ 1) ขณะนี้กระแสการทำข้อตกลงเอฟทีเอเป็นกระแสที่มาแรง ถ้าไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกระแสดังกล่าวได้ก็จะก้าวตามไม่ทันประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 2) ทั้ง 3 ประเทศไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ จึงต้องหาทางออกผ่านทางความร่วมมือซึ่งกันและกัน 3) กระแสการทำข้อตกลงทางการค้า “ทีพีพี” ที่มีสหรัฐเป็นผู้นำกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทำให้ทั้ง 3 ชาติต้องขยับและหามาตรการรับมือป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจในเอเชียมากจนเกินไป และ 4) ผลประโยชน์ทั้งทางด้านการค้าและการเมืองของทั้ง 3 ชาติเอง ที่ยังคงมีปัญหาข้อพิพาทด้านดินแดนกันอยู่ รวมทั้งปัญหาการขู่ทำสงครามจากเกาหลีเหนือ

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีความก้าวหน้าด้านการทำเอฟทีเอไปไกลกว่าจีน โดยญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับต่างชาติไปแล้วถึง 13 ฉบับ และกำลังจะบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอเพิ่มเติมอีก 5 ฉบับ (1 ใน 5 นี้ได้แก่ข้อตกลงเอฟทีเอกับเกาหลีใต้) ขณะที่เกาหลีใต้ได้บรรลุข้อตกลงเอฟทีเอไปแล้วกับต่างชาติ 8 ฉบับ และอีก 2 ฉบับ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตีความ และกำลังเจรจากับอีก 11 ประเทศ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่