
ม็อบกินเมือง! ภาพสะท้อนจากเอเธนส์ถึงกรุงเทพฯ
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังมืดแปดด้านกับการปักหลักเผชิญหน้าของผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ การบุกยึดสถานที่สำคัญ ไปจนถึงการปะทะกันจนเลือดตกยางออก
หากจะเปรียบเทียบสถานการณ์
“ม็อบกินเมือง” ที่ไทยกำลังเผชิญ คงไม่ยากหากจะจับคู่ “กรุงเทพฯ” กับ “กรุงเอเธนส์” เมืองหลวงของกรีซ ที่ใช่ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงเผชิญกับ “ม็อบ” สารพัดกลุ่ม แต่เหตุการณ์ยังบานปลายกลายเป็นจลาจลหลายครั้งหลายครากรีซอาจเป็นภาพสะท้อนได้อย่างดีสำหรับคนไทย และรัฐบาลไทย แม้ว่าเงื่อนไขที่กรีซกำลังประสบ และสถานการณ์จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่กรีซสามารถเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีสำหรับประเทศที่กำลังเบื่อหน่ายกับม็อบรายวัน
ไม่แน่ว่า ทางออกของกรีซ อาจเป็นทางออกสำหรับไทยได้เช่นกัน
เงื่อนที่บ่มเพาะวิกฤตม็อบกินเมืองในกรีซเกิดขึ้นจากอะไร?
สิ่งที่กรีซแตกต่างจากไทยคือ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมีประเด็นปัญหาที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ทั้งไทยและกรีซอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน นั่นคือ ภาวะรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ
ไม่เพียงเท่านั้น กรีซกับไทยยังมีความเหมือนร่วมกันประการหนึ่ง คือ เป็นประเทศที่ผ่านการก่อรัฐประหารบ่อยครั้งกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน และปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่บ่มเพาะบรรยากาศทางการเมืองที่เสี่ยงต่อการเกิดความโกลาหลและการเผชิญหน้าได้ง่าย ระหว่างผู้กุมอำนาจ กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
ขบวนการ
“ม็อบ” ครั้งล่าสุดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในกรีซ แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหาร แต่เป็นมีเนื้อหาที่ไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือการประจันหน้าของประชาชนกับรัฐบาลผู้กุมอำนาจ และเป็นรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมในสายตาประชาชนเสียด้วย หากจะนิยามว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลหนึ่ง คือการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ หาใช่การนำประเทศไปสู่ภาวะล้มละลายสำหรับประเด็นที่ปลุกม็อบรายวันในกรีซในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีตั้งแต่ความไม่พอใจที่รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงกับประชาชนบางกลุ่ม (เช่นกรณีที่ตำรวจกรีซยิงเด็กวัยรุ่นจนเสียชีวิต จนปลุกกระแสไม่พอใจอย่างรุนแรงและนำไปสู่การก่อจลาจลของวัยรุ่นทั่วประเทศ) หรือจะเป็นความไม่พอใจต่อสภาพเศรษฐกิจ หรือความไม่พอใจกับรัฐบาลที่มีอุดมการณ์คนละฝั่งกับประชาชนส่วนใหญ่
แต่อาจกล่าวได้ว่า วิกฤตการเงินการคลังที่เกือบทำให้กรีซต้องล้มละลายคือมูลเหตุสำคัญที่เรียกให้มวลเกือบทุกกลุ่มอาชีพออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลมากที่สุด และเป็นประเด็นนี้ที่ปลุกเร้าความไม่พอใจที่ให้กลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันที่แสดงความไม่พอใจที่เป้าหมายเดียวกัน
ทั้งด้วยความไม่พอใจที่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินท่วมประเทศ และทั้งที่ไม่พอใจกับมาตรการสะสางปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาหนี้ด้วยการรัดเข็มขัดงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นการลดเงินเดือน เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือควบคุมสถาบันการเงิน
กลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่พอใจมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุด เป็นการแยกกันประท้วงของกลุ่มอาชีพ สหภาพแรงงาน และกลุ่มนักศึกษา ที่คล้ายคลึงกับพันธมิตรอย่างหลวมๆ รวมแล้วมีผู้ร่วมประท้วงหลายแสนคนในช่วงกลางเดือน มี.ค. ยังผลให้กรุงเอเธนส์กลายเป็นอัมพาตไปโดยปริยาย
การประท้วงครั้งล่าสุดที่มีการชุมนุมของผู้คนหลายแสนคน ไม่เพียงทำให้กรุงเอเธนส์ต้องเป็นอัมพาตเท่านั้น แต่ยังทำให้ธุรกรรมทางการเงิน การติดต่อทางราชการ การรักษาพยาบาล และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต้องพลอยหยุดชะงักไปด้วย
และอาจฟังดูบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ แต่ม็อบชาวกรีซเคยปิดสนามบินกับเขาเหมือนกัน!
นับตั้งแต่เดือน ก.พ.มี.ค. สหภาพแรงงานในกรีซปิดสนามบินแล้วถึง 3 ครั้ง และยังเป็นการปิดสนามบินหลายแห่งไม่ใช่เพียงแห่งเดียว หากคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจคงไม่น้อยกว่าการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากกรีซเป็นประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่แพ้เมืองไทย
จะเห็นได้ว่า สภาพการณ์ที่กรีซเผชิญไม่แตกต่างจากไทยมากนัก
กระนั้นก็ตาม ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของทั้งสองประเทศก็คือ ม็อบกรีซแสดงท่าทีไม่พอใจรัฐบาล แต่หาได้เรียกร้องอะไรมากกว่านั้น ผิดกับม็อบหลากสีในเมืองไทยที่แม้จะต่างอุดมการณ์ แต่มีจุดประสงค์ร่วมกันอย่างหนึ่งนั่นคือ ล้มรัฐบาล
ความแตกต่างที่ว่านี้ทำให้วิกฤตม็อบครองเมืองของกรีซและไทยไม่อาจแสวงหาทางออกร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม หากไทยจะมองหาทางออกของวิกฤตม็อบในลักษณะเดียวกับกรีซ คงเป็นสิ่งที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของทุกฝ่ายมากนัก หากเล่นกันตามกติกาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
วิกฤตการเงินการคลังของกรีซคือเป็นบ่อเกิดของความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะแก้ปัญหาที่
“ต้นเหตุ” หาใช่การแก้ที่ปลายเหตุอย่างการรับมือกับม็อบ ซึ่งรัฐบาลกรีซชุดปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้มาตรการแก้ไขวิกฤตการเงินการคลังอาจไม่สบอารมณ์ประชาชนมากนัก จนกลายเป็นมูลเหตุของการเดินขบวนประท้วงไปทั่วหัวระแหงแต่จากการสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดของรัฐบาลพรรคสังคมนิยม กลับพบว่า รัฐบาลมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นถึง 31.9% ขณะที่พรรคอนุรักษนิยมฝ่ายค้านมีคะแนนนิยมเพียง 21.2%
ผลสำรวจนี้เป็นเครื่องตอกย้ำว่า การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกใจประชาชน เป็นเพียงความไม่พอใจระยะสั้น หากประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเจตนาบริสุทธิ์ของรัฐบาล
ผลสำรวจนี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่า การชุมนุมอาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในสังคมประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ อีกทั้งรัฐบาลยังต้องลงไม้ลงมือในบางครั้งเพื่อสยบเหตุวุ่นวายที่กลายเป็นจลาจล ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในกรีซเมื่อปีที่แล้ว
แต่หากรัฐบาลลงมือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง และใส่ใจกับปัญหาของชาติมากกว่าปัญหาเฉพาะหน้ารายวันอย่างการชุมนุมของสารพัดกลุ่ม ความสงบและสามัคคีที่ป่าวร้องเรียกหากัน ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เหลือไกลเกินเอื้อม
เหมือนกับที่กรีซกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะสงบดังเช่นทุกวันนี้







