
ธปท.การันตี เศรษฐกิจดียกแผง
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ก.พ. 2553 สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในเดือน ก.พ. ได้แก่ การส่งออกรวม (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวได้ 23.5% ขยายตัวทั้งราคาและปริมาณ นักท่องเที่ยว 1.6 ล้านคน ขยายตัว 40.6% การจับจ่ายใช้สอยในประเทศขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง 9.7%
ขณะที่การลงทุนขยายตัว 11.4% รายได้เกษตรกรที่ขยายตัว 23.2%
สินค้าในกลุ่มรถยนต์เชิงพาณิชย์ สินค้าหมวดไฮเทคโนโลยี ฮาร์ดดิสก์ เครื่องรับโทรทัศน์มียอดซื้อและคำสั่งซื้อสูงขึ้น สอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิตโดยรวมที่เพิ่มเป็น 70.6%
“
ธปท. ยังยืนยันที่จะใช้การประมาณการจีดีพีระดับเดิมที่ 3.35.3% เช่นเดิม จนกว่าจะมีการทบทวนปัจจัย และประกาศเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 29 เม.ย.” นายสุชาติ กล่าวอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตสูงกว่าภาพรวม เช่น หมวดอาหารมีการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 83.9% ปิโตรเลียม 78.6% กระดาษ 76.5% เป็นต้น
นายสุชาติ กล่าวว่า การเมืองจะกระทบแค่ระยะสั้น โดยมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อาจจะทำให้การใช้จ่ายและจำนวนท่องเที่ยวลดลงบ้าง
แต่หากการเมืองมีปัญหานานๆ หรือเกิดการเลือกตั้งใหม่ เกิดภาวะสุญญากาศไม่สามารถผลักดันงบประมาณปี 2554 ได้ตามปกติ จะส่งผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐที่จะมาช่วยหนุนเศรษฐกิจในปีหน้า รวมถึงการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งสะเทือน
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการชุมนุมทางการเมืองที่อยู่ในกรอบไม่มีความรุนแรงจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เห็นได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนยังซื้อต่อเนื่องและดัชนีเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ยังไม่อาจวางใจได้ 100% ยังคงต้องระมัดระวัง
เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังขึ้นกับเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแบบตัววี (VShape) เกิดขึ้นในบางภาคการผลิตเท่านั้น เช่น สาขายานยนต์ และสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเคยดิ่งลงในช่วงวิกฤตมีการปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน โดยได้ประโยชน์จากจีนและประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศเล็ก ๆ แถบเอเชียรวมทั้งไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย เช่นยอดส่งออกไปจีนสูงมาก บางเดือนขยายตัวมากถึง 80%
อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในภาพรวมอาจเริ่มสัญญาณแผ่วขึ้น เพราะจีนเริ่มลดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างชัดเจน ดังนั้นในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะต่อเนื่องหรือไม่ ขึ้นกับว่าเศรษฐกิจหลักเดิมของโลก (สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ป่น) จะแข็งแรงขึ้นทันการแผ่วตัวของจีนหรือไม่ หากทันก็ไม่มีปัญหา แต่หากทิ้งช่วงก็อาจทำให้การฟื้นตัวของไทยเองสะดุดได้บ้าง
นายสมชัย กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สำคัญคือความเร็วและความชัดเจนของการแก้ปัญหามาบตาพุด ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศแถบยุโรป และปัญหาการเมืองที่ยังไม่สงบชัดเจนและอาจปะทุขึ้นใหม่ได้







