
กรุงเทพ : ความเป็นมหานครและผู้ว่าฯ กทม.
กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีโครงสร้างการบริหารงานที่เรียกว่า “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” เจตนารมณ์ของการให้ กทม.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษก็คือ การที่ต้องการให้มีการบริหารจัดการและโครงสร้างที่สอดรับกับความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย หัวใจของการปกครองท้องถิ่น คือ การนำอำนาจและการแก้ปัญหาไปไว้ใกล้ปัญหา ฉะนั้นในฐานะที่ กทม.เป็นนิติบุคคล มีพื้นที่กว่า 1,568.737 ตารางกิโลเมตร พื้นที่บริหาร 50 เขต และมีงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบต่อประชาชนในเขต กทม.และเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของประชาชนคนไทยในฐานะ “เมืองหลวง” ของประเทศไทย แต่วันนี้เป็นเพียงหน่วยงานบริหารเมืองที่ขาดอำนาจในการปกครองอย่างเต็มที่
กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีโครงสร้างการบริหารงานที่เรียกว่า “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” เจตนารมณ์ของการให้ กทม.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษก็คือ การที่ต้องการให้มีการบริหารจัดการและโครงสร้างที่สอดรับกับความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย หัวใจของการปกครองท้องถิ่น คือ การนำอำนาจและการแก้ปัญหาไปไว้ใกล้ปัญหา ฉะนั้นในฐานะที่ กทม.เป็นนิติบุคคล มีพื้นที่กว่า 1,568.737 ตารางกิโลเมตร พื้นที่บริหาร 50 เขต และมีงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบต่อประชาชนในเขต กทม.และเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของประชาชนคนไทยในฐานะ “เมืองหลวง” ของประเทศไทย แต่วันนี้เป็นเพียงหน่วยงานบริหารเมืองที่ขาดอำนาจในการปกครองอย่างเต็มที่
วันนี้จึงต้องทบทวนเรื่องการมีและการใช้อำนาจของ กทม. ว่ามีเรื่องใดบ้างที่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเมืองมหานครเช่น กทม. อำนาจหน้าที่ของ กทม. ก็ควรจะมองในมุมที่กว้างและใหม่กว่าการมองว่า กทม.มีหน้าที่เหมือนกับเทศบาลและมีหน้าที่เพียงแค่การเก็บขยะ กวาดถนน จัดการสวนสาธารณะเท่านั้น เพราะแท้จริงวันนี้ กทม.เป็น “มหานคร” และถึงเวลาแล้วที่ต้องมองว่านอกจากที่ กทม.จะเป็นเมืองที่อยู่อาศัย (Bed Town) ประการสำคัญต้องมองว่า กทม.วันนี้ต้องเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ทำหน้าที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นเพื่อให้ กทม.สามารถบริหารงานเพื่อตอบโจทย์ภารกิจดังกล่าวข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับระบบการทำงานและมีการจัดการในหลายเรื่องเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการเมืองมหานครแบบ กทม.
ดังนั้น คนที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำทัพหรือพ่อเมืองของ กทม. ซึ่งก็คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) จึงต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มองไกล มีวิสัยทัศน์ มอง กทม.ในระยะยาว (กล้าตัดสินใจและมีความสามารถในการประสานงาน (เนื่องจากปัจจุบันภารกิจในการบริการสาธารณะหลายประการในเขต กทม.อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และเอกชน) และที่ขาดไม่ได้คือ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องไม่ใช่แค่เป็นนักการเมือง ยังต้องเป็นนักบริหารท้องถิ่นมืออาชีพไปด้วย เพราะภารกิจหลักที่จะต้องทำก็คือการวางแผน การปฏิรูป เพื่อรองรับการเจริญและขยายตัวของเมืองที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังจะต้องใช้ความสามารถในด้านการบริหาร จัดการ และประสานงานกับรัฐบาลอีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาระบบการทำงานการบริการของ กทม.แล้ว ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องทำงานที่ไม่ใช่ประชานิยมอย่างเดียว ต้องยอมทำในสิ่งที่อาจจะไม่ได้คะแนนนิยมบ้าง แต่เป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” หรือที่เรียกว่าเป็น “Unpopular Policy” บ้าง อาทิ การทำงานที่เน้นการบังคับใช้กฎ กติกา กฎหมายต่างๆ อย่างเคร่งครัด ต้องจริงจังและให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบชุมชน การจัดการกับปัญหาหาบเร่แผงลอย และการบังคับใช้ผังเมือง รวมทั้งผู้ว่าฯ กทม.อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการหารายได้ของเมืองเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เมืองมีรายได้สำหรับการจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
ย้อนกลับมาถึงอำนาจของ กทม. ปัจจุบันจะพบว่าในพื้นที่ กทม.มีองค์การภาคส่วนต่างๆ ทำหน้าที่ให้บริการสาธารณะในเขต กทม. ทั้งที่เป็นเอกชน รัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการ ดังนั้นการกระจายอำนาจในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ กทม.จึงต้องเข้มข้นมากกว่าการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป เพื่อให้ กทม.มีเอกภาพในด้านการบริหารจัดการและการบริการสาธารณะในฐานะเมืองมหานคร รูปแบบที่สามารถดำเนินการได้อาจจะมีใน 3 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง การถ่ายโอนภารกิจในการบริการสาธารณะจากหน่วยงานต่างๆ เดิมให้แก่ กทม.เพื่อให้ กทม.ได้จัดบริการสาธารณะเอง อาทิ สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ
แนวทางที่สอง การเพิ่มแนวทางการจัดบริการร่วมกันระหว่างเอกชนหรือองค์การอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงหรือจังหวัดปริมณฑล (Bangkok and Greater) เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อบริการอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ อาทิ งานด้านการขนส่งมวลชน เป็นต้น แนวทางที่สาม บนเงื่อนไขว่าไม่มีการถ่ายโอนอำนาจในการจัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้แก่ กทม. เป็นหน้าที่ของ กทม.ที่จะต้องจัดบริการและทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่โดยอาศัยการประสานงานและความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและการพัฒนาพื้นที่ กทม. สู่ความเป็น “มหานคร”
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 3 มี.ค. 2556 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางการพัฒนาของ กทม.และประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ช่วงหลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ การที่ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมงานและรัฐบาลจะต้องร่วมกันก้าวข้ามความเป็นการเมืองไปสู่การบริหารเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะไม่ว่าว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. จะมาจากพรรคการเมืองใด หรือจะเป็นผู้สมัครอิสระ รัฐบาลและว่าที่ผู้ว่าฯ จะต้องจับมือกันเพื่อร่วมกันนำพา กทม.ไปสู่ความเป็น “มหานคร” โดยไม่อ้างผลประโยชน์ทางการเมือง ต้องร่วมกัน “ทำการเมืองเพื่อบ้านเมือง”







