posttoday
เสียดายเงินภาษี

เสียดายเงินภาษี

22 มกราคม 2556

ระยะนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนถ่ายตัวผู้บริหารสูงสุดในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่ง มีการคาดเดากันเป็นที่สนุกสนานว่าใครจะได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ใครมีคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมจะเข้ามาบริหารงานในฐานะเบอร์หนึ่งขององค์กร และที่สำคัญใครเป็นเด็กของนักการเมืองคนใดที่สามารถดลบันดาลให้คณะกรรมการของสถาบันแต่งตั้งให้คนคนนั้นเข้ามารับตำแหน่ง

ระยะนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนถ่ายตัวผู้บริหารสูงสุดในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่ง มีการคาดเดากันเป็นที่สนุกสนานว่าใครจะได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ใครมีคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมจะเข้ามาบริหารงานในฐานะเบอร์หนึ่งขององค์กร และที่สำคัญใครเป็นเด็กของนักการเมืองคนใดที่สามารถดลบันดาลให้คณะกรรมการของสถาบันแต่งตั้งให้คนคนนั้นเข้ามารับตำแหน่ง

ข่าวนี้มาพร้อมกับข่าวความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่ง ซึ่งถ้าใครมีเวลาลองบวกตัวเลขความเสียหายเหล่านี้ร่วมกับผมว่าอย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ไม่รวมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งจนเดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ จะเสียหายเท่าไรจากโครงการประกันราคาพืชผลต่างๆ แต่สำหรับธนาคารนี้เป็นความเสียหายที่ชัดเจนว่าไม่ได้เกิดจากการบริหารพลาดทำให้เกิดหนี้เสีย แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งท้ายที่สุดรัฐบาลคงต้องใช้ความเสียหายให้ แต่เมื่อไรไม่รู้ระหว่างที่การชดใช้ทั้งธนาคารและผู้บริหารก็ต้องแบกรับภาระหมุนเงินกันอุตลุด น่าเห็นใจแท้ๆ

ที่อยากจะเขียนส่งวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมธนาคารของรัฐบางแห่งถึงมีปัญหาไม่รู้จบ 3 ปี 2 ปี ไข้มาแล้วหลายรอบ ท้ายสุดลงเอยด้วยการที่รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาเพิ่มทุนให้ พอได้ทุนใหม่มาเพิ่มก็เริ่มขยายสินเชื่อใหม่อย่างเมามัน ตามมาด้วยการเกิดหนี้เสียและการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มเมื่อครบ 3 ปี แล้วก็เริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างแก้ไขหนี้ ปรับเปลี่ยนผู้บริหารพอครบ 2 ปี เสร็จแล้วก็ขอเพิ่มทุนใหม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ กลายเป็นวัฏจักรหรือวงจรอุบาทว์ที่ไม่เคยมีใครแก้ไขได้ เพราะไม่เคยมีใครต้องรับผิดชอบความเสียหาย

ตรงนี้แหละครับที่อยากจะพูดถึงใครจะว่าไม่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย หรือทำงานเป็นทีมเวิร์กไม่เป็นก็ไม่ว่ากัน ถ้าความเป็นประชาธิปไตยหรือทีมเวิร์กอยู่ที่การตั้งคณะกรรมการเข้ามารับผิดชอบ (หรือไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ) คัดเลือกผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ตั้งแต่คัดสรรจนส่งการแต่งตั้งผู้บริหารส่วนหัว

หลายคนอาจจะคิดว่าการคัดสรรและแต่งตั้งผู้บริหารขององค์กรไทยให้มีการแต่งตั้งคณะบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ที่ว่าจะทำให้การคัดตัวผู้บริหารเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ทำให้องค์กรได้ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเกิดความพอเหมาะพอดี

และเพื่อความโปร่งใสอีก การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดสรรและแต่งตั้ง มักจะแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก เช่น ข้าราชการระดับสูง หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารสถาบันการเงินและที่สำคัญคือเข้ามาทำงานแบบเฉพาะกิจ พอเสร็จสิ้นภารกิจในการคัดเลือกผู้บริหารก็จะสลายตัวไปตามภารกิจหรือตามวาระ และตัวกรรมการเองหลายคนต้องเป็นห่วงอนาคตหน้าที่ การงานหรือสายสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจที่แต่งตั้งที่ควรจะโปร่งใสตามทฤษฎี จึงมักจะโปร่งใสแบบไทยๆ คือรู้กันตั้งแต่ก่อนคัดสรรว่าใครจะได้รับการแต่งตั้ง

เพราะฉะนั้นการคัดเลือกผู้บริหารโดยระบบคณะกรรรมการ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าผู้บริหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาจะเป็นผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสูงสุด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะคัดเลือกระบบไหนก็ไม่สามารถจะค้ำประกันได้ว่าจะเลือกได้บุคคลที่ดีที่สุดเสมอไป

ความแตกต่างอยู่ที่ตรงนี้ครับคือ ไหนๆ ระบบไหนก็ไม่สามารถประกันได้ว่าจะคัดเลือกผู้บริหารที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดเสมอไปแล้วก็สู้ให้ผู้มีอำนาจตัวจริงเป็นผู้แต่งตั้งให้รู้แล้วรู้รอดกันไปอย่างเปิดเผยไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยจะเลือกใครจะได้มีเหตุผลที่จะชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบดีกว่าบอกว่าแต่งตั้ง เพราะผ่านการคัดเลือกมาจากคณะกรรมการจะดีจะชั่วอยู่ที่คณะกรรมการ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าผู้บริหารที่คัดเลือกเข้ามาไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ทำความเสียหายให้กับองค์กรนอกจากตัวผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบแล้ว ผู้ที่แต่งตั้งผู้บริหารเข้ามาจะต้องรับผิดชอบด้วย เพราะระบบปัจจุบันถ้าเกิดความเสียหายกับองค์กรอย่างมาก ก็จับให้ผู้บริหารรับผิดชอบ ส่วนธรรมาภิบาลคือมีแค่รูปแบบแต่ไม่มีเนื้อหาสาระ ถ้าได้ผู้บริหารที่ไม่ดีจริงและเก่งจริง เข้ามาแล้วจะบั่นทอนขวัญและกำลังใจของผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในองค์กรเหล่านั้นอย่างซื่อสัตย์และค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมา โดยหวังว่าจะได้เป็นที่หนึ่งขององค์กร เมื่อวาระและโอกาสมาถึงอย่างฉกาจฉกรรจ์ ผลคือความรักและความรับผิดชอบในองค์กรจะถูกทำลาย ใครอยากเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำองค์กรอย่างไร ก็ไม่เดือดร้อน เพราะถ้าองค์กรไม่รักเขา เขาก็ไม่รักองค์กร ถ้าองค์กรไม่ใช่เป็นของเขา เขาก็ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แล้วใครจะเป็นหูเป็นตา รักษาผลประโยชน์ขององค์กรแทนประชาชนผู้เสียภาษีให้รัฐบาลเอาเงินเข้ามาชดใช้ความเสียหายและเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเหล่านี้

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาอย่างนี้ดีไหม ก็ให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบหน่วยงานเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานเหล่านี้ไปเลย ให้ทำงานร่วมไปกับคณะกรรมการแบบคู่ขนานแบบเดียวกับระบบประธานาธิบดีกับรัฐสภาอเมริกันจะได้คอยถ่วงดุลกันเอง

ถ้าผู้จัดการหรือคณะทำงาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ทั้งงานและไม่ทำให้องค์กรเสียหายเกินควร ก็ยกเครดิตให้รัฐมนตรีผู้แต่งตั้ง แต่ถ้าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถสนองนโยบายของรัฐบาล ก็ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในผลงานที่ออกมาร่วมรับผิดชอบกับคณะกรรมการและผู้จัดการ

แต่ถ้าใครเกรงว่า ทำอย่างนี้แล้วการเมืองจะแทรกแซงทำให้องค์กรเสียหาย ความจริงก็รู้ๆ กันอยู่ว่า การเมืองมีอำนาจแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่อยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการแต่งตั้งผู้บริหารอย่างที่ผมเสนอ (จริงๆ ครับไม่ได้ประชด) ถ้าแทรกแซงจนองค์กรเสียหาย รัฐมนตรีคนนั้นจะได้เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วยไงครับ ถึงจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ป.ป.ช.ก็ยังน่าจะตามไปเอาผิดได้

ส่วนระบบปัจจุบันนั้น ถ้าเกิดความเสียหายรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมืองลอยตัว ไม่ค่อยร่วมรับผิดชอบผลงานของผู้บริหารที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ

อ่านที่ตัวเองเขียนแล้ว ก็รู้สึกเป็นเผด็จการจัง ท่านว่าอย่างไรครับ ลองช่วยผมคิดดูว่าควรทำอย่างไรถึงจะทำให้มีคนเข้ามารับผิดชอบเงินภาษีของเราที่ถูกละลายไปกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่งทุกปี

ผมเสียดายเงินภาษีครับ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร