
ควรทำประชามติหรือไม่?
ปมความขัดแย้งทางการเมืองอันเนื่องมาจากปัญหา “รัฐธรรมนูญ” ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นวิกฤตการเมืองครั้งสำคัญ มีผู้วิเคราะห์สาเหตุเฉพาะหน้าของวิกฤตช่วงนั้นว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ 1.ตัวรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มุ่งหวังให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ปมความขัดแย้งทางการเมืองอันเนื่องมาจากปัญหา “รัฐธรรมนูญ” ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นวิกฤตการเมืองครั้งสำคัญ มีผู้วิเคราะห์สาเหตุเฉพาะหน้าของวิกฤตช่วงนั้นว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ 1.ตัวรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มุ่งหวังให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากขึ้น
2.ตัวบุคคล นั่นคือตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง ขณะนั้นมีความคิดที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อลดทอนความขัดแย้ง ตัวคุณทักษิณเองก็เสนอให้หารือแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ดูมติชนรายวัน 10 ก.พ. 2549 หน้า 14) แต่วันที่ 24 ก.พ. 2549 คุณทักษิณกลับยุบสภาเพื่อใช้การเลือกตั้งฟอกข้อกล่าวหาของตน จนเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านการลงประชามติ แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย นอกจากเห็นว่าเป็นผลพวงของรัฐประหารแล้ว ยังรวมถึงมาตราบางมาตราที่ถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ที่มาของวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่ง
การปฏิเสธหรือความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกราวกลางปี 2551 ภายใต้รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมต่อต้าน ทำให้ความพยายามของ สส.พลังประชาชนดังกล่าวสะดุดลง
หลังจากนั้น การชุมนุมต่อต้านได้ยืดเยื้อบานปลายไปสู่ประเด็นทางการเมืองอื่นๆ จนกระทั่งในที่สุดมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในสภา ทำให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลโดยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี และได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น เป็นเรื่องจำนวน สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ ตลอดจนวิธีการเลือกตั้ง
หลังจากยุบสภาในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นโยบายหนึ่งของพรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทยและพลังประชาชนเดิม) คือให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนประมาณ 15 ล้านเสียง ชนะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ราว 11 ล้านเสียง เมื่อเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยได้แถลงต่อสภา ถึงนโยบายการทำงาน โดยมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรจุอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลเพื่อไทยมีพันธะหน้าที่อันชอบธรรมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 1 ปี ข้อ 1.16 ระบุว่า ‘เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อวางกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรม และองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้ประชาชนเห็นชอบผ่านการออกเสียงประชามติ’”
เมื่อทางฟากฝั่งรัฐบาลและสภา ได้พยายามขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา ความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นหลังจากที่ สส.ฝั่งรัฐบาลในสภา ต้องการให้มีพิจารณาลงมติรับการแก้ไขกติกาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ โดยกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนทางพรรคฝ่ายค้านก็ได้นำเรื่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง ต่อมาศาลฯ ได้มีคำวินิจฉัยว่า “รัฐธรรมนูญ 2550 ได้ผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชน การจะแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ก็ควรให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” อันมาซึ่งความเห็นที่แตกต่างกันของคนในฟากฝั่งรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดงยืนยันให้เดินหน้ารับวาระ 3 ในสภา ด้วยเหตุผลว่า เป็นการทำตามเจตนารมณ์เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
ส่วนรัฐบาลที่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ซึ่งฟากฝั่งนี้มีคุณยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และคุณทักษิณในฐานะนักคิด (ทักษิณคิด เพื่อไทยทำโฟนอิน โบนันซ่า วันที่ 22 ธ.ค. 2555) เป็นหัวหอก (ส่วนพวกหอก ที่ไม่ฟันธงแต่รอดูทิศทางลมก็มีให้เห็น!)
วิกฤตรัฐธรรมนูญได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้ว ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการร่างใหม่ทั้งฉบับโดย ส.ส.ร. ที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่าไม่ขัดเพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต “เช่น การเพิ่มมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) ปี 2539 เพื่อให้มี ส.ส.ร.อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” และยืนยันอำนาจรัฐสภาที่สามารถทำได้หากมีเสียงข้างมาก
แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2539 ไม่ได้ผ่าน แต่ฝ่าย นปช. ก็เห็นแย้งว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านประชามติ แต่ก็อยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง
ฝ่ายหนึ่งเน้นให้เคารพรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ แต่อยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร อีกฝ่ายเน้นอำนาจรัฐสภาเสียงข้างที่มาจากการเลือกตั้ง สังเกตได้ว่าทั้งสองฝ่ายอ้าง “เสียงประชาชน” ด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งอ้างประชามติ อีกฝ่ายอ้างเสียงที่มาจากการเลือกตั้ง การลงไปทำประชามติ จึงน่าจะเป็นการยุติของปมความขัดแย้งดังกล่าวนี้ได้ นั่นคือ เสียงข้างมากจริงๆ ของประชาชน โดยยังคงไว้ซึ่งการให้ความสำคัญต่อปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างรัฐธรรมนูญรัฐสภา และอำนาจประชาชน
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัยภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2556 “ความมั่นคงของเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” [HS1068A] สนับสนุนโดย สกอ. ต.ค. 2555-ก.ย. 2556)







