
การเจรจาต่อรองแบบไทย กับก้าวย่างสู่ระดับเวิลด์คลาส (ตอนที่ 1)
....สุเทพ กล่ำทวี
ข่าวครึกโครมเมื่อวันที่ 28 มี.ค. เห็นจะไม่มีข่าวไหนได้รับความสนใจมากไปกว่าการเจรจาต่อรองระหว่างนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับกลุ่มตัวแทนฝ่ายเสื้อแดงที่นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ แม้จะไม่บรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ก็ถือเป็นการเจรจาต่อรองครั้งประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยในรอบ 70 ปี นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลเจรจาที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตก็คือ ทักษะและความรู้ด้านการเจรจาต่อรองของทั้งสองฝ่าย กระบวนการเจรจาต่อรองมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร และอะไรควรที่จะได้รับการปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพด้านการเจรจาต่อรองบนเวทีระดับโลก ซึ่งผู้นำจำเป็นต้องใช้
ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้หลายครั้ง ถึงหลักการเจรจาต่อรองและการบริหารจัดการความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้บริหารและผู้นำประเทศของไทยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงตามสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป
หลักสำคัญประการแรก ได้แก่ ทั้งสองฝ่ายต้องประเมินเสียก่อนเป็นการล่วงหน้า (Advance Assessment) ว่ามีความจำเป็น (Necessity) หรือไม่ที่จะต้องเปิดการเจรจาต่อรอง ถ้าจำเป็นย่อมหมายความว่าทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และจะต้องมีความยืดหยุ่นในจุดยืน (Position) เพื่อยอมรับสิ่งที่ดีกว่า และเอื้อต่อความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันในอนาคต ส่วนความยากง่ายหรือเนื้อหาร่วม เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างเจรจา
ในกรณีนายกฯ อภิสิทธิ์ กับฝ่ายเสื้อแดง นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสองฝ่ายได้ประเมินล่วงหน้า และเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปิดเจรจากันหาทางออก
แต่ที่ยังเป็นอุปสรรคก็คือ ฝ่ายเสื้อแดงยังยึดแน่นอยู่กับจุดยืนของตนเองเกินไป คือ การเรียกร้องในประเด็นเดียวให้รัฐบาลต้องยุบสภาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจได้ลำบากมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่อาจจะนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันได้ ในกรณีนี้ฝ่ายเสื้อแดงควรนำเสนอและเตรียมข้อเรียกร้องให้หลากหลายประเด็นมากขึ้นและมีความยืดหยุ่นในจุดยืนที่ขอให้รัฐบาลยุบสภา ซึ่งอาจจะทำให้ฝ่ายรัฐบาลทำงานและตัดสินใจไปสู่การยุบสภาได้ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
หลักสำคัญประการที่สอง ได้แก่ การเตรียมตัว (Preparation) ทั้งด้านสถานที่ เวลา บรรยากาศแวดล้อม กรอบประเด็นการในการเจรจา การกำหนดกรอบกติกาในการเจรจา (เช่น ควรเจรจากันกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงในแต่ละครั้ง แต่ละฝ่ายพูดได้คนละกี่นาที) การกำหนดรูปแบบการเจรจา (ครั้งเดียวจบหรือเจรจาแบบมหากาพย์เป็นซีรีส์) การเตรียมในกรณีการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หรือเตรียมทางที่ดีที่สุดอื่นๆ เผื่อไว้
การเจรจาในระดับผู้นำโลกโดยปกติ จะมีทีมงานที่เตรียมการอย่างพร้อมสรรพไม่ว่าจะเป็นทีมจัดหาข้อมูล ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ทีมจัดทำและวางกลยุทธ์ในการเจรจา ทีมจดบันทึกข้อมูลเพื่อส่งให้ทีมวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็ง รวมทั้งทีมประเมินผลและคาดการณ์ผลลัพธ์
กรณีระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์ กับฝ่ายเสื้อแดง จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีเวลาในการเตรียมการก่อนเจรจาน้อยมากๆ เกินกว่าจะมองเห็นโอกาสในการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เห็นได้ชัดคือ การเตรียมประเด็นเจรจา ฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เตรียมประเด็นการเจรจาอื่นๆ ที่ชัดเจน และไม่ได้จัดลำดับประเด็นการเจรจา สิ่งที่ฝ่ายเสื้อแดงเตรียมมาก็เพียงแค่ประเด็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และเหตุผลสนับสนุนที่ยังเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เป็นปัญหากันอยู่มากกว่าประเด็นใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์หรือให้แนวทางที่สามารถโน้มน้าวรัฐบาลให้เชื่อได้หรือนำไปสู่การหาทางออกร่วมกันในอนาคตได้
ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้แสดงมุมมองหรือความเห็นใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นแนวทางบรรลุข้อตกลงร่วมกัน รัฐบาลมีเพียงเน้นจุดยืนว่าไม่สามารถยุบสภาพร้อมให้เหตุผล
ถ้าทั้งสองฝ่ายเตรียมการเรื่องประเด็นมาดีกว่านี้ การยุบสภาหรือไม่ยุบสภาควรจะเป็นประเด็นท้ายๆ ที่จะหยิบยกมาหารือ ทั้งสองฝ่ายควรนำประเด็นอื่นๆ ที่ควรนำมาพูดคุยกันก่อน เช่น การแสดงจุดยืนเรื่องต้องการความสงบสุขและประชาธิปไตย การร่วมกันหาแนวทางแก้ไขความรุนแรงที่เกิดจากเหตุการณ์ระเบิดรายวัน การแสดงจุดยืนเรื่องความรักความสามัคคีในฐานะที่เป็นคนไทยร่วมกัน การหารือแนวทางจะทำอย่างไรไม่ให้บรรยากาศการท่องเที่ยวหรือการลงทุนเลวร้ายไปกว่านี้เสียก่อน หรือประเด็นอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้คู่เจรจาลดความแข็งกร้าวและเพิ่มความยืดหยุ่นในจุดยืนทั้งสองฝ่ายได้มาก
การเตรียมการด้านการเผยแพร่ผลเจรจาโดยปกติแล้ว การเจรจาเรื่องสำคัญทางการเมืองที่มีมาตรฐานระดับโลก มักจะเป็นการเจรจาลับระหว่างคู่เจรจา เมื่อผลออกมาแบบใดแล้วจึงจะนัดหมายสื่อมวลชนเพื่อแถลงผลการเจรจาต่อรองที่มีการถ่ายทอดสดไปพร้อมๆ กัน มักจะไม่สามารถหาข้อตกลงได้ เนื่องจากผู้เจรจาจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนส่วนตัวของตนเองได้ เพราะมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) อีกหลายกลุ่มที่จับตาดูอยู่ การแสดงความเห็นใดๆ ที่อาจจะทำให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียไม่พอใจจะทำให้การเจรจาเกิดปัญหาตามมา
กรณีนายกฯ อภิสิทธิ์ กับฝ่ายเสื้อแดง จากการถ่ายทอดสด ถ้ารัฐบาลหวังผลทางการเมืองก็นับได้ว่าทีมรัฐบาลได้คะแนนไปเต็มๆ เนื่องจากทักษะและความสามารถเฉพาะตัวในการเจรจา การนำเสนอประเด็นและเหตุผลของนายอภิสิทธิ์ ดูดีกว่าทีมเสื้อแดง แต่ถ้าจะหวังผลบรรลุข้อตกลงร่วมกันคงจะยาก ในหลายประเด็นทั้งสองทีมควรเจรจากันเป็นการส่วนตัวไม่ควรถ่ายทอดสด
หลักประการที่สาม ได้แก่ ฝ่ายคู่เจรจาต้องตั้งเป้าหมายหรือความต้องการจากการเจรจาที่ชัดเจน (Goal or Interests Setting) สำหรับผู้นำทั้งบนเวทีระดับโลกและระดับประเทศ มักจะได้แก่ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests) เพราะฉะนั้นถ้าคู่เจรจายึดมั่นในเป้าหมายเดียวกันเพื่อความสงบสุขหรือความเจริญรุ่งเรืองของชาติแล้ว การตั้งประเด็นใดๆ ที่จะทำให้การเจรจาไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุด คู่เจรจาย่อมจะไม่กระทำโดยเด็ดขาด โดยสรุปแล้วการตั้งเป้าหมายสูงสุดย่อมจะมีความเกี่ยวพันกับการตั้งประเด็นการเจรจาต่อรองของทั้งสองฝ่ายอย่างชนิดที่แยกจากกันไม่ออก กรณีการเจรจาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของแต่ละฝ่ายคืออะไร เนื่องจากประเด็นยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน...m
(มีต่อสัปดาห์หน้า)







