posttoday
ขันนอต "อีออกชัน" อุดช่อง "งาบงบ"

ขันนอต "อีออกชัน" อุดช่อง "งาบงบ"

01 มกราคม 2556

หากโฟกัสแผนปฏิบัติการของรัฐบาล จะพบว่าในปี 2556 ถือว่าเป็นปีแห่งการลงทุนชุดใหญ่ของรัฐบาลก็ว่าได้

หากโฟกัสแผนปฏิบัติการของรัฐบาล จะพบว่าในปี 2556 ถือว่าเป็นปีแห่งการลงทุนชุดใหญ่ของรัฐบาลก็ว่าได้

โดย...จตุพล สันตะกิจ

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประกาศว่า ปีนี้ไทยจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ระบบขนส่งภายใต้กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และลงทุนภายใต้งบประมาณ 2556 ปกติกว่า 3 แสนล้านบาท

รวมแล้วเป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะอัดลงไปในระบบ

งบก้อนมหาศาลขนาดนั้น หากปล่อยให้กินกันตามน้ำแบบปกติที่เรียกว่า “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” อย่างต่ำๆ ก็ 20% ก็ปาเข้าไป 1 แสนล้านบาท

แต่ถ้ากินงบกันมูมมามอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มีหวังงบลงทุน 30-40% หรือเม็ดเงินประมาณ 1.52 แสนล้านบาท จะหล่นเข้ากระเป๋านักการเมืองและผู้รับเหมาแทนที่จะลงไปพัฒนาบ้านเมือง

เศษเงินบางส่วนแปรสภาพเป็นคฤหาสน์หรูตากอากาศริมทะเล กลางหุบเขา ส่งเข้าบัญชีเงินฝากต่างประเทศ และเป็นท่อน้ำเลี้ยง สส.ในก๊วนหรือหว่านเงินทุ่มซื้อเสียงเกทับบลัฟพรรคคู่แข่งเพื่อปูทางเข้ามาสู่เส้นทางอำนาจและผลประโยชน์อีกรอบ

“ขณะนี้ภาพรวมทุจริตคอร์รัปชันของไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะมีความรุนแรงมากกว่า 10 ปีก่อน และเรียกว่าทำกันแบบไม่กลัวกฎหมาย ในขณะที่สังคมปล่อยปละละเลยมานานจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่” ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (ภตช.) ระบุ

ข้อคิดเห็นดังกล่าว สอดคล้องกับผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2555 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย

(Transparency Thailand) พบว่า ไทยได้ 37 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 88 จาก 176 ประเทศ จากปี 2554 ที่ไทยอยู่อันดับที่ 80 จาก 183 ประเทศ ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงการคอร์รัปชันของไทยรุนแรงขึ้น

เช่นเดียวกับกลุ่มรณรงค์สร้างความโปร่งใสทางการเงิน (Global Financial Integrity (GFI))” เผยรายงานฉบับล่าสุดว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 13 จาก 143 ประเทศ ที่มีความอื้อฉาวการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย มีการเลี่ยงภาษี ซุกซ่อนเงินที่ได้จากการทุจริตไปฝากในธนาคารต่างประเทศ

10 ปีที่ผ่านมามี “เงินสกปรก” สะสมสูงถึง 6,426 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.92 แสนล้านบาท

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนได้อย่างดีว่าการทุจริตของไทยเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งพร้อมๆ กับการหว่านเงินประชานิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา หวังเบนความสนใจประชาชนจากเค้กก้อนโตก้อนนี้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขเร่งด่วนด้วยการเปิดเผยราคากลาง

แต่พลันที่ข้อเสนอเหล่านี้ถูกส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) หาก ครม.ไม่ชอบใจก็ถูกตีตกไปหลายรอบ เช่น กรณีการเปิดเผยวิธีการคำนวณราคากลางและการเปิดเผยราคากลางผ่านเว็บไซต์ให้ประชาชน ผู้รับเหมา และหน่วยงานตรวจสอบเข้าไปตรวจสอบก่อนการประมูลโครงการ

เพราะวิธีการนี้จะทำให้ทราบว่ามีความผิดปกติในการกำหนด “ราคากลาง” ในแต่ละโครงการหรือไม่

เพราะการกำหนดราคากลางที่สูงผิดปกติจะทำให้มี “ส่วนต่าง” เพียงพอแบ่งปันให้ผู้ร่วมเครือข่าย

แต่ท้ายที่สุด เมื่อมีการรุกหนักจากในสภาและนอกสภา โดยเฉพาะฝ่ายค้านขอยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ฐานจงใจบังอาจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2554 มาตรา 103/7 ที่ระบุว่า “หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้”

กิตติรัตน์ จึงเสนอหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีปฏิบัติในการเปิดเผยราคากลางของส่วนราชการ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 103/7 ต่อที่ประชุม ครม. และ ครม.ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2555 แต่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้แทบไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติตามแนวทางของ ป.ป.ช.เลยแม้แต่น้อย

หากหน่วยงานรัฐยัง “ขัดขืน” อยู่อย่างนี้ ผู้เกี่ยวข้องจะมีความผิดทางวินัยหรือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งแน่ๆ

งานนี้ใครจะติดร่างแหบ้างต้องรอดูกัน

ไม่เพียงเท่านั้น ป.ป.ช.ยังชี้ช่องปัจจุบันแม้รัฐบาลจะนำระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “อีออกชัน” ในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีราคาตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ควบคู่กับการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535

แต่การทุจริตกินสินบน เรียกเก็บ “เบี้ยบ้ายรายทาง” ยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง

เพราะการประมูลด้วยวิธีอีออกชันไม่ได้ช่วยลดการสมยอมราคาในการเสนอราคา ทั้งทำให้สินค้าและบริการที่ภาครัฐได้รับ “มีคุณภาพต่ำ ไม่คุ้มค่าตามราคาที่จ่ายไป” เพราะการแข่งขันโดยการลดราคาลงจะต้องลดคุณภาพสินค้าและบริการลงตามมาด้วย

ขณะที่การประมูลแบบอีออกชันทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมี “เกราะกำบัง” ไม่ให้ถูกตรวจสอบ เพราะอ้างว่าได้ประมูลแบบอีออกชันแล้ว

“เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงค่อนข้างพึงพอใจกับวิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอีออกชัน เพราะเชื่อว่าถ้าเปิดให้แข่งขันโดยวิธีนี้จะไม่ถูก ป.ป.ช.และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสอบสวน เป็นความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ในแง่หนึ่งที่สะท้อนถึงการป้องกันตัวเอง ทั้งๆ ที่วิธีการนี้ไม่ได้ลดการสมคบกันสมยอมราคาเทียบกับประมูลแบบเดิม” รายงานเรื่องการป้องกันทุจริตด้วยวิธีอีออกชันของสำนักงาน ป.ป.ช.ระบุ

ในขณะที่นักการเมืองที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากการทุจริตโครงการก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ที่ริเริ่มตั้งโครงการของบประมาณจะอ้างว่าได้ประมูลด้วยวิธีอีออกชัน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต แม้ในความเป็นจริงการประมูลด้วยวิธีอีออกชันไม่สามารถป้องกันการ “ล็อกสเปก” ได้ก็ตาม

นั่นทำให้รัฐบาลต้องรับข้อเสนอแนะ ป.ป.ช.มาปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอีออกชันให้รัดกุมขึ้น

เพราะความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอีออกชันเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการเสนอราคา ไม่มีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง หรือเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงใกล้ที่จะมีการประมูล ทำให้มีผู้เสนอราคาน้อยราย

กรมบัญชีกลางและสำนักมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สะท้อนว่า การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอีออกชัน พบว่ามีการเสนอราคาประมูลที่ใกล้เคียงกับราคากลาง ชี้ให้เห็นว่ามีการทุจริตโดยมีการสมยอมในการเสนอราคา ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมีการกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง ส่งผลให้ภาครัฐไม่สามารถประหยัดงบประมาณได้

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการแก้ปัญหาการประมูลที่เป็นช่องทางการโกง

จะมาทำเป็น “หนูไม่รู้” ไม่ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่