
ทิศทางโลกที่ต้องจับตาในปี 2013
ก่อนที่จะเขียนวิเคราะห์ถึงทิศทางของโลกในปี 2013 ผู้เขียนขอกราบสวัสดีปีใหม่ต่อบรรดาแฟนๆ ผู้อ่านทั่วประเทศ ที่ติดตามคอลัมน์ “เลาะขอบเวทีโลก” มาเป็นเวลาช้านาน ขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขสวัสดีทุกประการตามที่หวัง และสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือขอให้ทุกท่านเทิดทูนประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทยไว้เหนือหัว อย่าลืมว่าในวงการการเมืองระหว่างประเทศแท้ที่จริงแล้วไม่มีประเทศไหนรักและหวงแหนอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศมากไปกว่าประเทศของตนเอง
ก่อนที่จะเขียนวิเคราะห์ถึงทิศทางของโลกในปี 2013 ผู้เขียนขอกราบสวัสดีปีใหม่ต่อบรรดาแฟนๆ ผู้อ่านทั่วประเทศ ที่ติดตามคอลัมน์ “เลาะขอบเวทีโลก” มาเป็นเวลาช้านาน ขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขสวัสดีทุกประการตามที่หวัง และสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือขอให้ทุกท่านเทิดทูนประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทยไว้เหนือหัว อย่าลืมว่าในวงการการเมืองระหว่างประเทศแท้ที่จริงแล้วไม่มีประเทศไหนรักและหวงแหนอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศมากไปกว่าประเทศของตนเอง
มาดูทิศทางและแนวโน้มการเมืองระหว่างประเทศในปี 2013 การเมืองระหว่างประเทศในปีใหม่นี้ จะเป็นการเมืองที่เข้มข้นเหมือนเดิม เนื่องจากบรรดามหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่งจะได้ผู้นำคนใหม่ คือ บารัก โอบามา สีจิ้นผิง ปาร์กกึนเฮ และชินโสะ อาเบะ ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มทำงานได้อย่างเป็นทางการในตำแหน่งใหม่ในต้นปี 2013 นี้ และต่างต้องโชว์ฝีมือให้ประชาชนในประเทศของตนเองเห็นอย่างเต็มที่
ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วยกันเองในปี 2013 จะยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตอิทธิพลและความมั่นคงเป็นหลัก แต่ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นปัญหาด้านการรักษาอธิปไตยแนวเขตแดนและผลประโยชน์ทางทะเล รวมทั้งปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรง ได้แก่ การที่อิหร่านไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่สหรัฐและตะวันตกเรื่องอาวุธนิวเคลียร์
สงครามกลางเมืองในซีเรียและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง ปัญหาการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือและกรณีพิพาทด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างญี่ปุ่นและจีน และจีนกับอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดจะยังคงเป็นเรื่องที่ผู้นำประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงยังต้องเดินหน้าสะสาง โดยมีมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ ต้องคอยประคับประคองและสร้างสมดุลทางอำนาจไม่ให้ฝ่ายที่ตนเองหนุนหลังอยู่เสียดุลแห่งอำนาจทางการเมือง
ถ้าพิจารณาจากรูปการณ์แบบนี้แล้ว ให้ท่านผู้อ่านจับตาดูบทบาทของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมทั้งฟิลิปปินส์และไทย ที่ทั้งหมดต่างเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐ ว่าจะทำงานร่วมกับสหรัฐและได้รับอิทธิพลจากสหรัฐในการต่อต้านอิทธิพลและบทบาทของมหาอำนาจเอเชียอย่างจีนไปในแนวไหน และสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ จะต้องวิเคราะห์ดูในรายละเอียดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐและจีนต่อเอเชียเป็นหลัก
สำหรับประเทศไทยสิ่งที่ต้องคำนึงให้มากก็คือ จะต้องวางบทบาทของประเทศด้านการต่างประเทศไว้ตรงไหนอย่างไร โดยเฉพาะบนบริบทด้านการต่างประเทศในเอเชียที่มีมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีนเป็นผู้เล่นหลัก นายกรัฐมนตรีและทีมงานที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ จะกำหนดแนวนโยบายไปในทิศทางไหนอย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียดุลแห่งอำนาจ ทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ ที่ผู้เขียนไม่เอ่ยถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีฯ ไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของความรู้ที่ตนเองถนัดและไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยตนเอง ต้องทำตามคำสั่งและคำแนะนำของผู้อยู่เบื้องหลังและทีมข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ
มาดูแนวโน้มด้านเศรษฐกิจโลกในปี 2013 เศรษฐกิจโลกยังเป็นประเด็นที่ไม่มีกูรูคนไหนฟันธงได้อย่างชัดเจนว่าจะมีแนวโน้มหรือลงเอยในรูปแบบไหนอย่างไร เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมา โดดเด่นกว่าปัญหาการเมืองและยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสะเด็ดน้ำ ปัญหาใหญ่ๆ ได้แก่ หนี้สินและระบบธนาคารในยุโรปที่ลามไปถึงภูมิภาคอื่นๆ การพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐ การพยายามกลับมาเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งในเอเชียด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีทีท่ายากขึ้นเพราะภัยธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในจีนและกลุ่มประเทศ “บริกส์” ซึ่งประกอบด้วย จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และแอฟริกาใต้
เราจะเห็นว่ามหาอำนาจในโลกต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ทำให้น้ำหนักของโลกหันกลับมาที่เอเชีย โดยเฉพาะจีน ว่าจะก้าวขึ้นสู่ความเป็นเบอร์หนึ่งได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้หรือเปล่า
การมองแนวโน้มด้านเศรษฐกิจของโลก ท่านผู้อ่านต้องทำความเข้าใจกับพื้นฐานและบริบทของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรให้ออกเสียก่อน เช่น บริบทด้านเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเป็นบริบททางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ระบบทุนนิยม” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Capitalism” และเป็นระบบที่เน้น “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน” หรือ “Interdependent Economy” ซึ่งเป็นระบบที่ทุกประเทศถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน สินค้าและบริการจากประเทศหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยตลาดรองรับจากอีกประเทศหนึ่ง การผลิตสินค้าอย่างหนึ่งในประเทศหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบจากอีกหลายประเทศมาประกอบเข้าด้วยกัน
เพราะฉะนั้น การดำรงประเทศอยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพาอาศัยประเทศอื่น จึงกลายเป็นเรื่องค่อนข้างลำบากในปัจจุบัน ปัญหาที่ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ต้องพึงระวังก็คือ การถูกมหาอำนาจบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดความเสียเปรียบด้านดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทย คงจะต้องจับตาดูนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าจะเน้นแบบไหนเป็นหลัก จะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจแบบพอเพียง หรือเน้นด้านการค้าขายกับต่างประเทศเป็นหลักหรือจะเดินไปพร้อมๆ กันทั้งสองทาง สิ่งสำคัญก็คือ ความชัดเจนด้านนโยบายภาครัฐ







