posttoday
อย่าห่วงแต่ค่าเงิน

อย่าห่วงแต่ค่าเงิน

29 มีนาคม 2553

....ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลเ

มื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวในหนังสือพิมพ์ คาดคะเนว่ามูลค่าของการส่งออกของไทยเป็นดอลลาร์สหรัฐในปีนี้จะขยายตัวถึง 14% เมื่อเทียบกับปี 2552 การขยายตัวในอัตรานี้น่าจะเป็นไปได้โดยไม่ยาก เนื่องจากใน 3 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวสูงกว่า 20% ทุกเดือน กล่าวคือ ในเดือน ธ.ค. ขยายตัว 26.1% และในเดือน ม.ค. และก.พ. ก็ขยายตัวอีก 26.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน มีเสียงจากสภาหอการค้าไทยว่า ค่าของเงินบาทอาจแข็งไปเมื่อเทียบกับค่าของสกุลอื่นในภูมิภาค ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของการส่งออก

ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ค่าของเงินบาทไม่ได้แข็งตัวที่สุดในภูมิภาค แต่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างค่าเงินสกุลต่างๆ ผมจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม สิ่งที่ผมอยากจะทำความเข้าใจกับสภาหอการค้าไทยและผู้ส่งออกก็คือ การหาคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ระยะนี้ค่าเงินที่อ่อนช่วยให้การส่งออกเพิ่มขึ้นได้มากจริงหรือ?

ตารางด้านขวาแสดงอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของประเทศต่างๆ ในเอเชีย สำหรับเดือน พ.ย. ธ.ค. และไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ฮ่องกงเป็นประเทศที่ค่าเงินอ่อนลงตามค่าเงินดอลลาร์มากที่สุดค่าเงินของจีนและญี่ปุ่นแข็งขึ้นน้อยกว่าค่าเงินของประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็ปรากฏว่ามูลค่าการส่งออกของทั้งฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น กลับขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นที่ค่าเงินแข็งขึ้นมากกว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวน่าจะปฏิเสธความเชื่อที่ว่าค่าเงินที่อ่อนจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้มากกว่า

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวมากกว่าประเทศไทยก็คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ และประเภทของการผลิตสินค้าที่ขยายตัวสูงมากก็คือ คอมพิวเตอร์ สินค้า IT และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศผลิตได้ดีกว่าเรา ในขณะเดียวกัน ถ้าเราสังเกตประเภทสินค้าของไทยที่ส่งออกขยายตัวมาก ซึ่งได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง ผักกระป๋อง ไก่แช่แข็ง ไก่ที่ปรุงแต่งแล้ว น้ำตาล และมันสำปะหลัง ในขณะที่สินค้าประเภทอัญมณี เสื้อผ้า รถยนต์ ซึ่งเคยเป็นสินค้าที่ขายดีเกือบไม่ขยายตัว อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศ G3 คือ สหรัฐอเมริกา ประชาคมยุโรป และญี่ปุ่นซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่ยังฟื้นกลับไม่ถึงระดับที่เคยเป็นก่อนหดตัว และในขณะที่อัตราว่างงานในสหรัฐอเมริกายังสูงอยู่ในระดับ 10% ในประชาคมยุโรประดับสูงกว่า 9% และในญี่ปุ่น 56% พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในประเทศเหล่านั้นย่อมจะเปลี่ยนไปจากเมื่อตอนที่ยังรุ่งเรืองอยู่ คนในประเทศเจริญเหล่านี้ลดการบริโภคที่จัดว่าฟุ่มเฟือย เช่น การซื้ออัญมณี การซื้อเสื้อผ้าที่ยังไม่จำเป็น การซื้อรถยนต์ การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านโดยหันมาซื้ออาหารแช่แข็งในรูปแบบต่างๆ เพื่อไปทำกินเองที่บ้านหรือทำเลี้ยงแขกที่บ้านซึ่งประหยัดได้มาก และสินค้าประเภทหนึ่งซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตก็คือคอมพิวเตอร์ สินค้า IT และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพราะเป็นทั้งเครื่องมือทำมาหากิน และเป็นของจำเป็นสำหรับการมีชีวิตให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่ ประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งผลิตสินค้าเหล่านี้ได้เก่งจึงขยายการส่งออกได้มาก

ผมไม่มีข้อมูลรายละเอียดของสินค้าส่งออกประเภทต่างๆ ของประเทศในเอเชียตะวันออกทั้งหมด จึงไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปตามความจำเป็นทางเศรษฐกิจตลอดจนความถนัดจัดเจนของแต่ละประเทศในการผลิตสินค้าประเภทต่างๆ ผมเพียงแต่อยากจะเสนอให้สภาหอการค้าไทยหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลมากกว่าผม ลองวิเคราะห์ในแนวทางนี้ แทนที่จะมุ่งคิดถึงค่าของเงินแต่อย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของการส่งออก ดังข้อเท็จจริงที่ได้ชี้แจงให้เห็นข้างต้นแล้ว เพื่อว่าสภาหอการค้าไทยจะช่วยส่งเสริมผู้ส่งออกได้ถูกทางกว่าที่เป็นอยู่

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร