
80ปี รัฐธรรมนูญไทย
วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ประเทศไทยเราประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ที่ผ่านมาเรามีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองรวมแล้ว 18 ฉบับ เฉลี่ยแล้วเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับละ 4 ปีเศษ โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ได้นานที่สุดน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ใช้อยู่เป็นเวลา 13 ปี 5 เดือน โดยประกาศใช้ในวันนี้เมื่อ 80 ปีที่แล้ว จนถือเอาวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ
วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ประเทศไทยเราประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ที่ผ่านมาเรามีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองรวมแล้ว 18 ฉบับ เฉลี่ยแล้วเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับละ 4 ปีเศษ โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ได้นานที่สุดน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ใช้อยู่เป็นเวลา 13 ปี 5 เดือน โดยประกาศใช้ในวันนี้เมื่อ 80 ปีที่แล้ว จนถือเอาวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ
ก่อนปี 2475 ประเทศเราปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งที่เรียกว่าคณะราษฎร ได้ยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
ถ้าจะเรียกอย่างตรงไปตรงมาก็คือการปฏิวัตินั่นเอง เมื่อปฏิวัติสำเร็จก็เรียกว่า คณะราษฎร
ขณะปฏิวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ที่วังไกลกังวล หัวหิน พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีผู้สนับสนุนให้สู้กับคณะราษฎรก็ตามดังปรากฏตามพระราชหัตถเลขา ที่ทรงเขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษเมื่อเดือน ส.ค. 2475 มีความว่า
“ฉันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่เขามิได้คิดจะถอดฉันและฉันยังเสียใจอยู่จนบัดนี้ ความรู้สึกขั้นแรกก็คือจะลาออกทันที แต่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯแนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะถ้าทำเช่นนั้น อาจมีการรบกันจนนองเลือดทั้งยุ่งยากต่างๆ จนอาจมีฝรั่งเข้ามายุ่งและชาติเราอาจเสียอิสรภาพได้...ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้... สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาว่าให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ”
เมื่อพระองค์ยอมรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในวันนี้ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จฯ ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 โดยมีเหตุผลในการตัดสินพระทัยตามความในพระราชหัตถเลขา ดังนี้
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศไทย โดยแท้จริงไม่เปนผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เปนอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เปนต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเปนของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เปนพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวง อันเปนของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์”
80 ปี ถ้าเป็นบุคคลก็ชรามากแล้ว เป็นบุคคลที่น่าจะมีประสบการณ์ มองโลกได้ตรงตามความเป็นจริง และถ้าเป็นคนจริงๆ แล้ว น่าจะลดความโลภ ความทะเยอทะยานลงได้บ้างแล้ว
แต่ที่ผ่านมา ประเทศเราอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า นักการเมืองเป็น 80 ปี ที่เกือบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะได้รับ ผู้ใช้อำนาจจากการสละอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน มิได้คิดถึงประโยชน์ของประเทศ แต่จะนึกถึงประโยชน์ของตนเองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แม้นโยบายประชานิยมที่ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นการให้ประโยชน์กับประชาชนโดยตรง แต่นอกจากไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติแล้ว ยังเป็นการทำลายประเทศชาติด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปกครองประเทศควรจะให้ประโยชน์กับประชาชน หรือให้ประโยชน์กับประเทศชาติ
นักการเมืองปัจจุบันจะอ้างประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ด้วยโครงการประชานิยมที่หยิบยื่นผลประโยชน์ให้กับประชาชนโดยไม่ได้สอนให้ประชาชนเป็นคนเก่ง ซึ่งในที่สุดแล้วประชาชนจะอ่อนแอ ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง อันจะเป็นประโยชน์ให้กับนักการเมืองที่สามารถปกครองได้ง่าย
โครงการประชานิยม แม้ว่าจะพยายามเชื่อว่าเป็นความตั้งใจทำเพื่อประชาชนโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้พัฒนาประเทศให้แข็งแกร่ง เพราะเมื่อประชาชนอ่อนแอ เอาแต่แบมือขอ ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร เหมือนเลี้ยงลูกให้รู้จักแต่แบมือขอเงิน ไม่ได้สอนให้ต้องต่อสู้กับชีวิตเพื่อความอยู่รอด
ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ไม่ว่าอเมริกาที่คนไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบ หรืออังกฤษที่ถือเป็นแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็ไม่มีนโยบายประชานิยม เขาสอนลูกให้ออกไปช่วยตัวเองตั้งแต่เด็ก เมื่อคนในประเทศเป็นคนเก่ง คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนเก่ง ผู้นำเป็นคนเก่ง ประเทศชาติย่อมเจริญอย่างไม่ต้องสงสัย
จุดมุ่งหมายของการปกครองประเทศ จึงอยู่ที่การทำให้ประเทศแข็งแกร่ง โดยทำให้คนในประเทศเป็นคนเก่ง นโยบายจึงต้องมุ่งประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชนในแบบประชานิยม
นักการเมืองปัจจุบัน รวมถึงนักวิชาการบางคนชอบอ้างความชอบธรรมของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจองค์กรอิสระ ว่าจะต้องยึดโยงกับประชาชน ต้องมาจากประชาชน ใครที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะถูกกล่าวหาว่า มีที่มาไม่ชอบ
ถ้ายึดตามความคิดอย่างนี้ ข้าราชการทุกคนต้องมาจากการเลือกตั้งใช่หรือไม่ ขึ้นศาลก็ต้องเป็นศาลประชาชน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์อย่างนั้นหรือ ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยที่ไหนเขาทำกันบ้าง
80 ปีรัฐธรรมนูญไทย 80 ปีประชาธิปไตยไทย ไม่ได้นำพาประเทศไปสู่ความเจริญ ไม่ได้นำประเทศไปสู่ความยิ่งใหญ่ แต่ประเทศเรากลับถอยหลังเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราแข่งขันกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไม่นานนักสองประเทศนั้น ก้าวแซงเราไปอย่างรวดเร็ว เราก็แข่งกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน แล้วเราก็แพ้อย่างยับเยิน จนต้องมาแข่งกับมาเลย์ อินโดฯ ฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเหล่านั้นไปไกลแล้วแต่เราก็ยังอยู่กับที่ จนวันนี้เวียดนามกำลังแซงหน้าเราไปแล้ว พม่ากำลังจะเจริญเติบโตกว่าเรา วันนี้คงเหลือเพียงเขมรและลาว ที่เรายังพอแข่งขันกันได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจะเป็นคู่แข่งเขาได้นานแค่ไหน
อำนาจยึดมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ หรือเพื่อประโยชน์ของราษฎรอย่างแท้จริงแต่ใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มอำนาจใหม่ที่เรียกว่านักการเมือง สร้างร่ำรวยให้นักการเมืองอย่างมหาศาล แล้วนักการเมืองที่ร่ำรวย กลับนำความร่ำรวยกลับมาทำร้ายประเทศ เพียงเพื่อสนองตัณหาความทะยานอยาก ความหิวโหยในอำนาจ
80 ปีของรัฐธรรมนูญไทย จึงไม่มีความหมายใดๆ กับประเทศไทยเลย







