
ไทย...ต้องปรับตัวเป็นประเทศค้าขาย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าว ในหัวข้อยุทธศาสตร์ไทยต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าว ในหัวข้อยุทธศาสตร์ไทยต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
ว่าในภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปตกต่ำ ซึ่งคงใช้เวลานานเป็น 10 ปี กว่าจะฟื้น เศรษฐกิจไทยจะหวังพึ่งเติบโตจากการส่งออกไม่ได้ และในภาวะเช่นนี้ทั้งค่าเงินยูโรและเงินเหรียญสหรัฐลดลง ทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้น
ขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียจะขยายตัวขึ้นได้เรื่อยๆ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งในภาวะนี้ไทยควรมีการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจากที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 40% เติบโตจากการส่งออกไปกลุ่มประเทศ จี3 เพราะปัจจุบันเราส่งออกไปสหรัฐและยุโรปไม่ถึง 17% แต่เรามีการปรับตัวการส่งออกในภูมิภาคเอเชียที่รวมญี่ปุ่นด้วยมากกว่า 55% แล้ว
ดังนั้น ในการปรับตัวของไทยควรให้ความสำคัญกับประเทศคู่ค้าในเอเชียมากขึ้น โดยไม่ต้องห่วงค่าเงินเหรียญสหรัฐและยูโรที่ลดค่าตลอด เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย มีการแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจากผลกระทบดังกล่าว เพื่อให้ค่าเงินบาทสอดคล้องกับเงินสกุลประเทศในภูมิภาคมาตลอด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า สิ่งที่ไทยจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในจังหวะนี้ คือ 1.การปรับตัวเป็นชาติค้าขาย แต่ก็ต้องไม่ละเลยการผลิตที่ขายในประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่ดี อยู่ตรงกลางภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถ้าเราจัดการเส้นทางคมนาคมการขนส่งสินค้าได้ดี จะช่วยให้เราเป็นประเทศผู้นำทางการค้า และเชื่อมต่อได้กับทุกประเทศในภูมิภาค
2.จากนี้ไทยต้องปรับตัวทำให้สินค้าในกลุ่มภูมิภาคเอเชียผ่านไทย ด้วยการเปิดแหล่งขนส่งใหม่เพิ่มเติม เช่น เปิดท่าเรือปากบารา ซึ่งถ้าดำเนินการจะเปิดใช้งานได้ภายใน 3 ปี รวมทั้งส่งเสริมการเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกทวาย แต่รอนานถึง 8 ปี หากมีการเชื่อมต่อ ไทยจะได้ประโยชน์จากทางการค้าจำนวนมาก
3.ภาคเอกชนไทยควรเริ่มขยายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปัจจุบันไทยขาดแคลนพื้นที่การลงทุนขนาดใหญ่ เพราะที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนและขยายการลงทุนในภาคนี้มาก และไทยเริ่มขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นถ้าเกิดเออีซี ไทยควรเปิดฐานการผลิตในต่างประเทศ เพื่อป้อนบริษัทผู้ค้าในต่างประเทศ
ขณะที่ เชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2555 ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังใช้ประโยชน์จากการลดภาษีศุลกากรเพียงแค่ 4445% เท่านั้น โดยด้านการส่งออกผู้ส่งออกในไทยมีการใช้ประโยชน์เพียงแค่ 7.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่หากใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีอุปสรรคในกระบวนการขอใช้สิทธิ โดยเฉพาะความล่าช้าในขั้นตอนดำเนินการ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นอุปสรรค เพราะในประเทศอาเซียนมีการใช้มาตรการดังกล่าวในระดับสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต เพราะแม้ว่าภาษีศุลกากรจะลดเหลือ 0% เกือบหมดแล้ว แต่มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีก็ยังมีอยู่เยอะ
ทั้งนี้ ได้ทำสถานการณ์จำลองในการเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 สถานการณ์ ได้แก่ 1.ปรับลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ทุกรายการในปี 2558 ก็จะช่วยดันผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศให้ขยายตัวได้ 0.5% 2.ปรับปรุงการขนส่งทางบกในภูมิภาค ซึ่งสามารถลดค่าขนส่งทางบกระหว่างไทยจีนตอนใต้ได้ 50% ลดค่าขนส่งระหว่างไทยกับกัมพูชาลาวและเวียดนาม 40% และยังช่วยเพิ่มจีดีพีได้ 0.25%
3.ปรับปรุงกระบวนการศุลกากรไปสู่หน้าต่างการค้านานาชาติ (National Single Window) จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ 0.75% แต่หากรวมทั้งสามมาตรการเข้าด้วยกันจะช่วยผลักดันให้จีดีพีขยายตัวได้ถึง 1.6%







