
ม็อบทิ้งเชื้อปีหน้ามาใหม่
แม้การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย. จะประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว
แม้การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย. จะประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว
โดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ในฐานะประธาน อพส. ก็ยอมโบกมือลาไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกต่อไป
แต่รัฐบาลยังต้องเผชิญกับการต่อต้านต่อไป เพราะเชื้อที่ “เสธ.อ้าย” เพาะไว้พร้อมจะคุขึ้นได้อีกในวันหน้า โดยเฉพาะหลังปีใหม่ไปแล้ว
“เรายังไม่นิ่งนอนใจ ยังต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ชุมนุมยังอารมณ์ค้างอยู่ เชื่อว่าจะมีการชุมนุมอีก เพราะมีการเพาะหัวเชื้อไว้แล้ว แต่น่าจะหลังปีใหม่ไปแล้ว เพราะเดือนหน้าเป็นเดือนมหามงคล จากนั้นก็เป็นช่วงปีใหม่” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุ
เช่นเดียวกับ แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ระบุว่า แม้การชุมนุมจะเลิกรา แต่ยุทธศาสตร์การเดินเกมของรัฐบาลหลังจากนี้จะประมาทประชาชนไม่ได้แล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจก็ไม่ถนัด เพราะกระแสความไม่พอใจรัฐบาลของประชาชนจุดติด ดังนั้นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือแม้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่ง่าย
ขณะที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แกนนำ อพส. ย้ำว่า เวลา 10.00 น. วันที่ 25 พ.ย. นายทหารเก่าซึ่งอยู่คนละกลุ่มกับ อพส. จะร่วมหารือถึงแนวทางการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม อพส. ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์และที่สี่แยกมิสกวัน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ดูเหมือนสามารถจะเรียกแขกให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้มาก เพราะตำรวจได้ตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า รวมถึงช่วงบ่ายอีกรอบ ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บต้องถูกลำเลียงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลถึง 61 คน
แต่กระนั้นปริมาณมวลชนก็ไม่มากพอให้บรรลุเป้าหมายของ พล.อ.บุญเลิศ ในฐานะแกนนำที่ตั้งเป้าไว้ถึง 56 หมื่นคน เพราะมีผู้เข้าร่วมแค่เรือนหมื่น อย่างมากก็ไม่เกิน 2 หมื่นคน
เหตุผลหนึ่งเพราะรัฐบาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัด ตรวจค้นทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า อีกเหตุผลเพราะม็อบ เสธ.อ้าย ขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ประเด็นเปิดโปงความล้มเหลวของรัฐบาลจับต้องไม่ได้ คลิปจาบจ้วงสถาบันความยาว 3 นาที ที่หวังจะเป็นหมัดเด็ดก็ไม่ฮือฮา นอกจากนั้นยังขาดมือไฮด์ปาร์กปลุกกระแส จึงจุดแนวร่วมไม่ติด การจัดการบนเวทีสะเปะสะปะไม่อาจดึงดูดความสนใจผู้เข้าร่วมได้
แม้ พล.อ.บุญเลิศ พยายามขึ้นเวทีปลุกระดมหลายครั้ง “ผมยอมตาย ถ้าไม่ชนะไม่เลิก”
ทว่า เสียงที่ก้องอยู่ในพื้นที่การชุมนุมและที่ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง ที นิวส์ สื่อในมือของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ที่ใช้เป็นเครื่องมือของ อพส. ก็ไม่เป็นผล แม้ผู้ดำเนินรายการในช่วงเช้าจะพยายามฉายภาพให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงกับประชาชนตลอดรายการ แต่ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ในช่วงบ่าย คณะกรรมการของ อพส. จึงร่วมประชุมกัน และในที่สุดผ่านพ้นไปร่วม 10 ชั่วโมง จากเริ่มต้นในช่วงเช้าถึงเวลา 17.20 น. พล.อ.บุญเลิศ ก็ได้ขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุม “เห็นว่าสู้ต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์ เพราะตำรวจพยายามขัดขวาง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ จึงมาวิเคราะห์ดูว่า หากให้ประชาชนชุมนุมต่อไปช่วงกลางคืนก็อาจมีการเสียชีวิตได้”
พล.อ.บุญเลิศ ย้ำว่า สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจประกาศยกเลิกการชุมนุม คือ การรวมมวลชนไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่แรก
“ผมประกาศต่อหน้าชาวบ้านทุกคน พล.อ.บุญเลิศ ได้ตายไปแล้ว ผมจะไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่ได้ส่งไม้ต่อให้กับใคร ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนลำบาก” เสธ.อ้าย ระบุ
เหตุผลของ พล.อ.บุญเลิศ จึงมี 2 ประการ 1.ม็อบไม่มาตามนัด 2.เจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่ทำตามสัญญา จึงขอโบกมือลาไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับกลุ่ม อพส.อีก
พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ แกนนำ อพส.อีกคน เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องยุติการชุมนุม เพราะสายข่าวได้รายงานว่าในช่วงกลางดึกจะมีการก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตผู้ชุมนุม จึงมีความเป็นห่วงและต้องประกาศยุติการชุมนุม
ขณะที่ สนธิญาณ เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง ที นิวส์ ถึงกับยอมรับผ่านรายการว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นม็อบมือใหม่ การจัดการบนเวทีก็ไม่มีประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงภายหลัง เสธ.อ้าย สั่งสลายตัวว่าจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยเฉพาะการขับรถหกล้อพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะแจ้งข้อหาพยายามฆ่าด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ยังคงสั่งให้กำลังตำรวจทั้งหมดอยู่ในที่ตั้งต่อไปจนกว่าผู้ชุมนุมจะเดินทางกลับทั้งหมด
ขณะที่ฟากเอกชนยืนยันว่า แม้การชุมนุมจะจบในวันเดียว แต่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวร่วม 10 ล้านบาท แต่หลังจากยุติการชุมนุมเศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้







