posttoday
เพิ่มสิทธิ'แจ๋ว'แค่เริ่มต้น แต่ยังไกลความจริง

เพิ่มสิทธิ'แจ๋ว'แค่เริ่มต้น แต่ยังไกลความจริง

17 พฤศจิกายน 2555

ภาพลักษณ์ของ “คนทำงานบ้าน” หรือที่เรียกหยาบๆ แบบในละครหลังข่าวว่า “คนใช้” เป็นแรงงานที่มีลักษณะความสัมพันธ์พิเศษกับนายจ้าง

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

ภาพลักษณ์ของ “คนทำงานบ้าน” หรือที่เรียกหยาบๆ แบบในละครหลังข่าวว่า “คนใช้” เป็นแรงงานที่มีลักษณะความสัมพันธ์พิเศษกับนายจ้าง นอกเหนือจากเป็นลูกจ้างกับนายจ้างแล้ว ยังมีมิติความเป็นคนในครอบครัว มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ต่อกันอย่างเข้มข้นมากกว่าลูกจ้างประเภทอื่นๆ

ที่ผ่านมา กลุ่มคนทำงานบ้านไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิสวัสดิการอย่างเป็นระบบตามกฎหมาย การทำงานในอาชีพนี้จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างกันว่าลักษณะงานจะเป็นแบบไหน ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด สวัสดิการต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับความเมตตาปรานีของเจ้านาย โดยที่ลูกจ้างมีอำนาจต่อรองหรือเรียกร้องสิทธิของตนต่ำมาก

การผลักดันคนทำงานบ้านให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ขบวนการแรงงานเรียกร้องตลอดมา

ล่าสุด กระทรวงแรงงานได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับที่ 14 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โดยมีผลบังคับหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของกฎกระทรวงดังกล่าว คือ การกำหนดสิทธิในเรื่องวันหยุดแก่คนทำงานบ้าน ประกอบด้วย 1.ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน 2.นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมถึงวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวันหยุดชดเชยเพิ่มอีก 1 วัน

เพิ่มสิทธิ'แจ๋ว'แค่เริ่มต้น แต่ยังไกลความจริง

 

3.ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน 4.ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้ และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองยืนยันจากลูกจ้างได้ 5.กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่เด็กโดยตรง 6.ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดต้องได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดด้วย และ 7.ลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วยโดยไม่เกิน 30 วันทำงาน

กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับครอบคลุมทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงพนักงานของบริษัทรับเหมาทำความสะอาด เพราะถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน อธิบายว่า การออกกฎกระทรวงแรงงานฉบับนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยงานที่มีคุณค่า (Decent Work) สำหรับลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับดังกล่าว เพื่อให้แรงงานที่ทำงานบ้านได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนกับแรงงานประเภทอื่นๆ และไม่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ ยังห้ามนายจ้างจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นคนรับใช้ในบ้าน และถ้าอายุ 1518 ปี นายจ้างต้องไปยื่นเรื่องขออนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เช่น ไม่กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือไม่ให้ค่าจ้างคนรับใช้ในวันที่ลาป่วย จะมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และถ้าไม่จ่ายค่าจ้างให้คนรับใช้ที่ทำงานในวันหยุด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับความคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คนทำงานในบ้านจะได้ประโยชน์จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวเต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ไหน ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้น

ด้าน บัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง ตั้งข้อสังเกตว่า กฎกระทรวงฉบับนี้ยังมีข้อบกพร่องในทางปฏิบัติ และไม่ได้ตอบสนองต่อสภาพความเป็นจริง เพราะไม่มีระบบการแสดงตัวตนของนายจ้างที่จ้างคนรับใช้ในบ้านด้วย

“ปัจจุบันมีคนทำงานในบ้านประมาณ 7 หมื่นคน ในจำนวนนี้กว่า 6070% เป็นแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ คือ ทั้งพม่า กัมพูชา และลาว เมื่อไม่มีระบบการแสดงตัวว่านายจ้างเป็นคนจ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปัจจุบันมีนายจ้างกี่คน การกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายจะเริ่มจากจุดไหน” บัณฑิต ระบุ

บัณฑิต ขยายความต่อว่า ด้วยลักษณะการทำงานของคนทำงานในบ้าน ที่สังคมมักมองว่าเป็นเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง การที่ลูกจ้างจะเรียกร้องเรื่องใดก็ตาม จึงมักจะมีความเกรงใจ เรื่องของบุญคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อนายจ้างไม่มีการแสดงตัว ไม่ถูกควบคุม ลูกจ้างจะต้องทำงานในระยะเวลานานต่อวัน หรือกดค่าจ้างให้ต่ำๆ นอกจากนี้ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ทำงานบ้านจะเป็นผู้หญิง อายุ 1825 ปี จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ

“หนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน คือ การให้กระทรวงแรงงานจัดทำฐานข้อมูลนายจ้างขึ้น เพื่อให้นายจ้างมีตัวตนและถูกกำกับดูแล แต่ข้อเรียกร้องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่นายจ้างเองก็กลัวที่ต้องเปิดเผยตัว เพราะกลัวว่ามีเมื่อการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบแล้วจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือบางส่วนอาจจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายก็ไม่กล้าแสดงตัว” บัณฑิต กล่าว

นอกจากประเด็นเรื่องการสร้างฐานข้อมูลนายจ้างแล้ว บัณฑิตต้องการผลักดันเรื่องอื่นด้วย เช่น การกำหนดวันหยุดคนทำงานบ้าน แม้กฎกระทรวงจะบอกว่าต้องมีวันหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน แต่วันหยุดนั้นนายจ้างจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะให้หยุดวันไหน ซึ่งหากเป็นไปได้ เครือข่ายแรงงานอยากให้กำหนดวันหยุดตามประเพณีนิยม คือ วันอาทิตย์ เพราะลูกจ้างจะได้ใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือเอาเวลาไปเรียนพัฒนาทักษะอาชีพอื่นๆ ได้สะดวกขึ้น

อีกประเด็นที่พยายามผลักดันให้เกิด คือ การกำหนดค่าจ้างที่ชัดเจน มีการประกันค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะโครงสร้างค่าตอบแทนของคนทำงานบ้านนอกจากเงินเดือนแล้ว ค่าอาหาร ที่พักต่างๆ ก็ถูกรวมอยู่ในค่าจ้างด้วย

“มันก็มีการถกเถียงว่านายจ้างจ่ายค่าแรงต่ำแต่ก็มีที่พักให้ อาหารฟรี แต่จริงๆ แล้วอาหารหรือที่พักควรเป็นสวัสดิการที่มีให้ลูกจ้างอยู่แล้ว ส่วนค่าจ้างควรมีประกันขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันค่าจ้างรวมๆ จะน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานชาติพันธุ์ บางคนได้เงิน 3,0005,000 บาท กินอยู่ในตัว แต่เจอนายจ้างใจดีลูกจ้างก็พอใจแล้ว” บัณฑิต กล่าว

วิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ ให้กระทรวงไปแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพราะปัจจุบันมีแรงงานประมง เกษตร และคนทำงานในบ้านที่เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ หากมีการแก้ไขยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว ก็จะทำให้คนทำงานในบ้านได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และมีการประกันรายได้ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

“ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเขียนกฎหมายให้มีข้อยกเว้นไม่ให้คนทำงานในบ้านได้รับการคุ้มครอง แทนที่กระทรวงจะไปแก้ไขข้อนี้ กลับไปออกกฎกระทรวงกำหนดวันหยุดคนทำงานในบ้านแทน แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ผมอยากจะฟันธงว่ามันใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ หากไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลให้นายจ้างต้องเปิดเผยแสดงตัวด้วย” บัณฑิต กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่