
โลกมองไทย
หนังสือพิมพ์อาซาฮีในญี่ปุ่น เปิดเผยบทความเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี
หนังสือพิมพ์อาซาฮีในญี่ปุ่น เปิดเผยบทความเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี
ของไทยเมื่อปลายปี 2554 ว่า แม้ภัยพิบัติดังกล่าวจะผ่านไปแล้วเกือบ 1 ปี แต่ทว่าโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ประสบภัยพิบัติจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงไม่ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับประชาชนจำนวนมากที่ต้องตกงาน ภายหลังโรงงานต้องปิดตัวลงอย่างไม่มีกำหนด
ไดซุกิ ฟุรุตะ นักข่าวชาวญี่ปุ่นของอาซาฮี ได้สัมภาษณ์แรงงานไทยในพื้นที่ประสบภัยบางส่วน ซึ่งรวมถึง ชลิตา สุขรัตน์ อดีตพนักงานแผนกจัดซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท เซไดคาเซ (ประเทศไทย) วัย 38 ปี ซึ่งต้องกลายเป็นคนว่างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายหลังบริษัทถูกน้ำท่วมอย่างหนัก
อดีตพนักงานบริษัท เซไดคาเซ เปิดเผยว่า แม้ว่าเจ้าตัวและเพื่อนร่วมงานได้รวมตัวกันยื่นเรื่องฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างและชนะคดี แต่ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับค่าชดเชยดังกล่าว เนื่องจากบริษัทดังกล่าวต้องประสบภาวะล้มละลาย หลังเหตุน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายแก่เครื่องจักรและสินค้าคงคลังทั้งหมด โดยที่บริษัทก็ไม่ได้รับค่าชดเชยความเสียหายจากรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน
“โรงงานถูกน้ำท่วมสูง เพราะว่ารัฐบาลไทยไม่มีมาตรการป้องกันเหตุน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เครื่องจักรและสินค้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไม่มีทางที่เราจะสามารถฟื้นฟูบริษัทกลับสู่สภาพเดิมได้เลย” ตัวแทนจากบริษัท เซไดคาเซ สำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่น กล่าว
ทั้งนี้ ผลการสำรวจเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีบริษัทที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของไทย 7 แห่งในพื้นที่ภัยพิบัติ เพียง 684 แห่ง จากทั้งหมด 839 แห่ง ที่ฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วม โดยที่มีแรงงานตกงานสูงถึง 5.2 หมื่นคน เนื่องจากโรงงานปิดตัวลงและย้ายฐานการผลิตออกจากไทย







