
ยงยุทธฝากผู้ว่าตื่นตัวทำงานหากเกิดวิกฤต
มท.1กำชับผวจ.ตามข่าวภัยพิบัติให้เร็ว ชูปูทำงานเร็วกว่าพ่อเมืองบางคนอีก
มท.1กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดตามข่าวภัยพิบัติให้เร็ว ชูปูทำงานเร็วกว่าพ่อเมืองบางคนอีก
วันที่ 21 ก.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทยและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกันประชุมกระทรวงผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังผวจ.ทุกจังหวัด โดยนายยงยุทธกล่าวว่า ขอฝากให้ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และผวจ.ว่าที่ผ่านมาเราบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแบบเชิงทฤษฏีมากเกินไปแต่ในทางแนวทางการปฏิบัติการป้องกันภัยพิบัตินั้นต้องอาศัย พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ต้องผนวกกับระเบียบราชการบริหารโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการมาใช้สั่งการในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้เนื่องมาจากกรณีน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย ที่เกิดน้ำลอดใต้เขื่อนมาท่วมพื้นที่เกษตรที่ประชาชน เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงแต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว จึงได้แบ่งระดับการสถานการณ์ภัยพิบัติออกเป็น 2 ช่วงระยะการเกิดภัยพิบัติ 1. ช่วงระยะภัยพิบัติเริ่มต้น จะเป็นหน้าที่ของ ท้องถิ่น ผวจ. ที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์ของจังหวัดด้วยตัวเอง ส่วนระยะที่ 2 ภัยพิบัติเกินกว่าที่จังหวัดจะสามารถรับมือได้ ซึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่จะต้องติดต่อประสานงาน กับ กองทัพบก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ร่วมกันดำเนินการแก้ไข ซึ่งภัยพิบัติที่ผ่านมาใช้เวลาเพียง 2 วัน ปริมาณน้ำก็ดีขึ้น
“ขอฝากให้ผวจ.ทุกจังหวัด ที่ประสบปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ ให้ติดตามข่าวสารและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพราะที่ผ่านมาเวลาปัญหาเกิดการแก้ไขปัญหา ก็แก้ปัญหาช้าทำให้ผมโดนนายกรัฐมนตรีตำหนิอยู่บ่อยครั้ง เพราะบางครั้งนายกรัฐมนตรีรู้ข้อมูลมากกว่าผู้ว่าฯอีก จึงอยากฝากบอกผู้ว่าฯทุกจังหวัดให้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิดด้วย”รมว.มหาดไทยกล่าว
ขณะที่นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ชื่อก็บอกว่าป้องกันแต่ทำไมเวลาเกิดภัยขึ้นแล้วจึงค่อยมาประกาศภัย มาป้องกันภายหลังเกิดเหตุ แต่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติให้จังหวัดสามารถเบิกงบประมาณในการเบิกจ่ายน้ำท่วมได้จังหวัดละ 10 ล้านบาท ไว้ใช้ในการป้องกันภัยพิบัติ จึงเห็นว่า จังหวัดไหนที่คิดว่าจะประสบภัยพิบัติแน่ๆให้สามารถเบิกงบประมาณล่วงหน้าได้เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกัน อาทิ กระสอบทราย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติเป็นให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และฝากทางผวจ.ให้เตรียมข้อมูลข่าวสารซึ่งจะต้องรู้ว่าภายใน 7 วันฝนจะตกวันไหน







