
เปิดหลักฐานปปช.'สรยุทธ'ผิดอาญา
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. กล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. กล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงมติชี้มูลความผิดคดีที่เกี่ยวข้องบุคลากรที่ทำธุรกิจสื่อสารมวลชนโดยมิชอบ ซึ่งเกี่ยวโยงมาถึงพิธีกรชื่อดัง “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”
โพสต์ทูเดย์นำคำแถลงกล้านรงค์ เสนอดังนี้
จากกรณีที่มีการกล่าวหา พิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 บริษัท อสมท หรือ บมจ.อสมท กับพวก ช่วยเหลือบริษัท ไร่ส้ม โฆษณาเกินกำหนดเวลาในสัญญาเป็นเงิน 138,790,000 บาท โดยมีการแก้ไขใบคิวช่วยเหลือบริษัท ไร่ส้ม ที่มี สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง มณฑา ธีรเดช และบริษัท ไร่ส้ม ทำให้ บมจ.อสมท. ได้รับความเสียหาย ตามที่อนุกรรมการไต่สวนชุดที่มี ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน เสนอ
“จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดือน มิ.ย. 2546 บมจ.อสมท.ทำสัญญาว่าจ้างสรยุทธเป็นพิธีกรแบบรายวัน ในปี 2547 สรยุทธตั้งบริษัท ไร่ส้ม ขึ้นมาผลิตรายการ ‘คุยคุ้ยข่าว’ กับ บมจ.อสมท โดยทำสัญญา 2 ช่วง ช่วงแรก ออกอากาศทุกวันเสาร์วันอาทิตย์ โดยมีการตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้กับบริษัท ไร่ส้ม ครั้งละ 5 นาที ถ้ามีโฆษณาเกินต้องชำระค่าโฆษณาเกินให้ บมจ.อสมท ในอัตรานาทีละ 2 แสนบาท ช่วงที่สอง ออกอากาศทุกวันจันทร์วันศุกร์ โดยมีการตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้กับบริษัท ไร่ส้ม ครั้งละ 2.30 นาที ถ้ามีโฆษณาเกินต้องชำระค่าโฆษณาเกินให้ บมจ.อสมท ในอัตรานาทีละ 2.4 แสนบาท”
การไต่สวนยังปรากฏว่า พิชชาภาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียวในการจัดทำคิวโฆษณา ได้ให้ความช่วยเหลือบริษัท ไร่ส้ม โดยไม่รายงานการโฆษณาเกินของบริษัท ไร่ส้ม ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2548 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2549
“ในการนี้ยังพบว่าสรยุทธได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาต สาขาพระราม 4 จ่ายเงินให้กับพิชชาภา โดยมีการทำเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้รวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 739,770.50 บาท เพื่อตอบแทนที่พิชชาภามิได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาของบริษัท ไร่ส้ม”
ต่อมาในเดือน ก.ค. 2549 ผู้บริหาร บมจ.อสมท เรียกพิชชาภามาสอบ ซึ่งได้ยอมรับว่ามีการใช้น้ำยาลบคำผิดเฉพาะคิวโฆษณาเกินเวลาในส่วนของบริษัท ไร่ส้ม เพื่อปกปิดความผิดที่ได้กระทำขึ้นตามคำแนะนำของสรยุทธและมณฑา แม้หลังจากนั้นบริษัท ไร่ส้ม ได้มีการชำระเงินค่าโฆษณา บมจ.อสมท วันที่ 31 ส.ค. และวันที่ 15 ก.ย. 2549 เป็นเงิน 103,953,710 บาท โดยบริษัท ไร่ส้ม ขอหักส่วนลด 30% จากยอดทั้งหมด 138,790,000 บาท แต่ทาง บมจ.อสมท ไม่ยินยอม เพราะบริษัท ไร่ส้ม ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำกันไว้ จึงขอคิดดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินที่บริษัท ไร่ส้ม ต้องจ่ายต่อ บมจ.อสมท 152,969,497.67 บาท
ต่อมาในปี 2551 บริษัท ไร่ส้ม ได้ฟ้องต่อศาลปกครอง ขอเรียกเงินคืนจาก บมจ.อสมท โดยอ้างว่า สัญญาระหว่าง บมจ.อสมท กับบริษัท ไร่ส้ม มีการแบ่งค่าโฆษณากันคนละครึ่ง แล้วทาง บมจ.อสมท ก็โฆษณาเกินเวลาเช่นกัน เรื่องนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลปกครอง
ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงแล้วมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ว่า พิชชาภา (หรือ ชนาภา บุญโต) มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรงและมีมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความมผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 8 และ 11 อัญญา หรือ สาริศา อู่ไทย ซึ่งเป็นหัวหน้างานและเป็นผู้บังคับบัญชาในฝ่ายสนับสนุนและบริการลูกค้าของพิชชาภา มีมูลความผิดทางวินัย ฐานประมาทเลินเล่อ ส่วนทางอาญาขาดเจตนา ให้ยกคำร้อง
“ส่วนสรยุทธและมณฑา ซึ่งได้ใช้ให้พิชชาภาไม่ต้องรายงานการโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และบริษัท ไร่ส้ม ในฐานะนิติบุคคล จึงมีมูลความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 8 และ 11 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86” กล้านรงค์ กล่าว







